จะซื้อให้ถูกขายให้ได้กำไรนั้น-ต้องดูอะไรบ้าง

จะซื้อให้ถูกขายให้ได้กำไรนั้น จะต้องมองอะไรบ้าง ขั้นต่ำพวกเราควรจะตีราคาบ้านพื้นฐานก่อน โดยการเปรียบเทียบจากราคาท้องตลาด, ราคาประเมินจากที่ทำการที่ดิน, ราคาประเมินจากแบงค์ และก็จำเป็นต้องเปรียบราคาซื้อขายแลกเปลี่ยนของอสังหาริมทรัพย์ที่มีลักษณะใกล้เคียงทั้งยังขนาดที่ดิน, สถานที่, สิ่งแวดล้อม, หนทาง, ประสิทธิภาพของตัวตึก หรือตัวบ้าน พวกเราอาจจะเคยได้เห็นกันว่ามีบ้านที่ดิน ขึ้นป้ายประกาศขายอยู่เป็นปีๆก็ยังไม่มีลูกค้ามาซื้อ ซึ่งราคาขายมันจะต้องอิงกับข้อเท็จจริง แล้วถ้าหากพวกเราเป็นผู้บริโภคพวกเราก็จะต้องทราบก่อนว่า ซื้อไปเพื่ออะไร ดังเช่น ซื้อเพื่ออยู่เอง ราคาซื้อตามความพึงพอใจ อย่างเช่น – ย้ำความพอใจ, มองทำเลที่ตั้ง(ใกล้สถานที่ทำงาน, ใกล้สถานศึกษา), สไตล์การตกแต่ง ฯลฯ – ครอบครัวมีส่วนร่วมสำหรับเพื่อการตกลงใจ ซื้อให้บุคคลอื่น ดังเช่นว่า ซื้อให้ลูก ต้นเหตุสำหรับเพื่อการตกลงใจก็คงจะคล้ายกับการซื้อให้ตนเอง ซื้อเพื่อการลงทุน เรื่องราคาเป็นปัจจัยหลักที่จะตกลงใจซื้อ ไหมซื้อ แม้พวกเราจะซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อทำเงินสิ่งที่เป็นเหตุสำหรับในการตกลงใจที่ต้องมีในทรัพย์สมบัตินั้นๆเป็น ได้กำไรตั้งแต่ตอนซื้อ จำต้องต่ำลงมากยิ่งกว่าราคาประเมิน เพียงพอเข้าซื้อแล้วสามารถปลดปล่อยขายได้กำไรแน่ๆ หรือ ส่งผลทดแทนขณะครองสินทรัพย์นั้นอยู่ ตัวอย่างเช่น มีผู้เช่าอยู่ ฯลฯ ระเบียบปฏิบัติของคณะกรรมการตั้งราคาประเมินเงินทุน เกี่ยวกับหลักเกณฑ์และก็กรรมวิธีสำหรับการตั้งราคาประเมินเงินทุนของอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมลงบัญชีสิทธิรวมทั้งนิติกรรม พุทธศักราช 2535 รวมทั้ง ฉบับที่ 2 ปรับแก้เสริมเติม พุทธศักราช 2538 อาศัยอำนาจตามความลับมาตรา 105 ห้า ที่ประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งปรับแต่งเพิ่มอีก โดยพ.ร.บ.ปรับแก้เพิ่มเติมอีกประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2534 แล้วก็มาดรา 62 ที่พ.ร.บ.ห้องชุด พุทธศักราช 2522 คณะกรรมการตั้งราคาประเมินเงินทุนก็เลยจัดระเบียบไว้ดังนี้ ข้อ 22. ให้ระบุอัตราค่าเสื่อมของโรงเรือนสิ่งก่อสร้างแต่ละจำพวก ดังต่อไปนี้ (1) โรงเรือนสิ่งก่อสร้างที่เป็นอาคาร ให้หักค่าเสื่อมปีที่ 1 ถึงปีที่ 10 จำนวนร้อยละ 1 ต่อปี ปีที่ 11 ถึงปีที่ 42 ปริมาณร้อยละ 2 ต่อปี แล้วก็ตั้งแต่ ปีที่ 43 เป็นต้นไปให้หักค่าเสื่อมจำนวนร้อยละ 76 ตลอดอายุการใช้แรงงานของ โรงเรือนสิ่งก่อสร้างนั้น (2) โรงเรือนสิ่งก่อสร้างที่เป็นอาคารครึ่งไม้ ให้หักค่าเสื่อมปีที่ 1 ถึงปีที่ 5 ปริมาณร้อยละ 2 ต่อปี ปีที่ 6 ถึงปีที่ 15 ปริมาณร้อยละ 4 ต่อปี ปีที่ 16 ถึงปีที่ 21 จำนวนร้อยละ 5 ต่อปี และก็ตั้งแต่ปีที่ 22 เป็นต้นไป ให้หักค่าเสื่อมปริมาณร้อยละ 85 ตลอดอายุการใช้แรงงานของโรงเรือนสิ่งก่อสร้างนั้น (3) โรงเรือนสิ่งก่อสร้างที่เป็นไม้ให้หักค่าเสื่อมปีที่ 1 ถึงปีที่ 5 ปริมาณร้อยละ 3 ต่อปี ปีที่ 6 ถึงปีที่ 15 ปริมาณร้อยละ 5 ต่อปี ปีที่ 16 ถึงปีที่ 18 จำนวนร้อยละ 7 ต่อปี แล้วก็ตั้งแต่ปีที่ 19 เป็นต้นไป ให้หักค่าเสื่อมปริมาณร้อยละ 93 ตลอดอายุการใช้แรงงานของโรงเรือนสิ่งก่อสร้างนั้น