การขายฝาก-vs-โรงรับจำนำ-ต่างกันอย่างไร

วิธีขายฝาก vs โรงจำนำ โรงจำนำอยู่คู่กับสังคมไทยมาเป็นเวลายาวนาน การไปจำนองสินทรัพย์ที่โรงจำนำ เกิดเรื่องที่คนสามัญสารภาพวิธีการและก็รู้เรื่องขั้นตอนการได้ง่าย ซึ่งแน่ๆว่าการจำนองนั้นสามารถช่วยเหลือสภาพคล่องให้สำหรับเพื่อการใช้จ่ายทุกวัน หรือ การลงทุนระดับเล็ก (Micro SME) ได้อย่างมีคุณภาพ ส่วนเงินที่ได้ราคารับจำนองสูงสุดก็คือสินทรัพย์จำพวกทอง ซึ่งจะได้ราคารับจำนองมากถึง 80-85% ของราคาทองในตอนนั้น ส่วนเรื่องช่วงเวลาตามตั๋วจำนำ ก็อยู่ระหว่าง5-6เดือน ถ้าเกิดถึงเวลาแล้วยังไม่ได้อยากต้องการไถ่คืน ก็สามารถไปจ่ายเฉพาะดอกและก็รวมทั้งต่อสัญญาตามตั๋วจำนำออกไปได้อีกหนึ่งรอบ ส่วนอัตราค่าดอกเบี้ยก็อยู่ระหว่างปริมาณร้อยละ 0.75-1.25% ต่อเดือน(9-15%ต่อปี) แม้กระนั้นถ้าหากถึงกำหนดตามตั๋วจำนำและไม่มาต่อดอกหรือไถ่คืนคืน เงินทองนั้นก็จะหลุดจำนองแล้วก็เป็นของโรงจำนำตามขั้นตอนรวมทั้งข้อบังคับที่กำหนดไว้โดยบริบูรณ์ แนวทางการขายฝากอสังหาริมทรัพย์ของ Smartfinn ก็มีลักษณะหลายสิ่งหลายอย่างคล้ายกับการจำนอง อย่างเช่น 1. ราคาขายฝากได้รับการวัดจากบริษัทประเมินที่มีมาตรฐานชอบธรรมต่อรองราคาทรัพย์สินผู้มาขายฝาก 2. มีการระบุช่วงเวลาขายฝาก 1-3 ปี หรือตามแต่คู่สัญญาตกลงกัน ถ้าหากมาไถ่คืนก่อนถึงกำหนดเวลาก็จะได้สินทรัพย์กลับไป ขณะที่ แนวทางการขายฝาก Smartfinn คนขายฝากยังมีสิทธิสำหรับเพื่อการอาศัย/ทำธุรกิจในเงินทองของตนถัดไปได้กระทั่งถึงกำหนดไถ่คืน 3. สามารถยืดอายุวิธีขายฝากได้ แม้กระนั้นมีสิ่งจำเป็นที่ผิดแผกไปเป็น ข้อแม้สำหรับการต่อสัญญาที่แตกต่างจากการไปจำนองสินทรัพย์ต่อโรงจำนำ 4. Smartfinn ช่วยสนับสนุนสภาพคล่องทางธุรกิจ แปลงทรัพย์สินที่มีอยู่ ให้เป็นทุนหรือขยายธุรกิจได้โดยช่วยเหลือในระดับใหญ่มากยิ่งกว่าโรงจำนำ เป็นตั้งแต่ Micro-SME ธุรกิจขนาดกลาง ธุรกิจขนาดใหญ่ 5. มีดอกเบี้ยเป็นสิ่งตอบแทนด้วยเหมือนกัน แต่ว่าดอกขายฝากจำนวนมากจะมีอัตราสูงมากมาย เป็นตั้งแต่จำนวนร้อยละ 1-3 %ต่อเดือน(12-36% ต่อปี) แต่ว่าในขณะ Smartfinn ให้บริการดอกเพียงแต่ปริมาณร้อยละ 0.75% ต่อเดือน (9%ต่อปี) แค่นั้น แนวทางการขายฝากไม่เหมือนกับการจำนองเป็นการจะต้องไปกระทำขายฝาก จะต้องไปปฏิบัติงานในที่ทำการที่ดิน นั่นเอง โดยจำเป็นที่จะต้องเสียค่าบริการแล้วก็ภาษีให้กับกรมที่ดิน และเมื่อมาไถ่คืนคืน ก็จะต้องมีค่าธรรมเนียมการไถ่คืนถอนอีกรอบ ลักษณะของโรงจำนำเป็นที่พึ่งพิงยามยากของคนระดับรากต้นหญ้า เสริมสภาพคล่องด้านการเงินได้เร็ว รวมทั้งมีดอกเบี้ยควบคุมโดยเมือง และมีการตั้งเงื่อนไขเวลาแล้วก็ข้อตกลงการต่อสัญญาตั๋วจำนำ ที่มีความยืดหยุ่นพอที่จะให้เวลาแก่ผู้จำนำสำหรับในการไถ่คืนสินทรัพย์คืน เพียงแค่โรงจำนำใช้ได้กับสังหาริมทรัพย์ ยกตัวอย่างเช่น แหวนสร้อยทอง โทรศัพท์ เพียงแค่นั้น แม้กระนั้นเมื่อเป็นเงินทองค่าสูง ได้แก่ ที่ดิน บ้าน คอนโด ที่อยู่ในหมวดอสังหาริมทรัพย์ การใช้แนวทาง “ขายฝาก” จะใกล้เคียงกับโรงจำนำ แม้กระนั้นก็มีไม่เหมือนกันจากการจำนองในโรงจำนำ 3 หัวข้อหลัก เช่น 1. การกำหนดอายุคำสัญญาตอนต้นจำต้องได้รับการยอมจำนนทั้งสองฝ่าย แต่ว่าการขอยืดอายุคำสัญญาขายฝาก จะเป็นอำนาจการตัดสินใจของผู้บริโภคฝาก 2. ดอกสำหรับในการขายฝากธรรมดา จะสูงขึ้นมากยิ่งกว่าดอกโรงจำนำมากมาย ทำให้มีภาระหน้าที่ดอกจำนวนไม่ใช่น้อย ทำให้หารายได้ต้นมาไถ่คืนเงินทองในระยะเวลาเพียงไม่นานยิ่งเป็นได้ยาก 3. จำเป็นต้องเสียค่าบริการรวมทั้งภาษีให้กับกรมที่ดิน และก็เมื่อมาไถ่คืนคืน ก็จะต้องมีค่าธรรมเนียมการถอนถอนอีกที ซึ่งเป็นการทำตามอย่างขั้นตอนโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อสร้างความเที่ยงธรรมให้ทั้งยังข้างคนขายฝากแล้วก็ข้างนักลงทุนผู้บริจาคเงิน วิธีขายฝากกับ Smartfinn ช่วยขจัดปัญหาข้อที่ 1 รวมทั้ง 2 ได้ระดับหนึ่ง โดยการเป็นผู้ชำนาญสำหรับในการประเมินค่าสินทรัพย์ ตั้งเงื่อนไขและก็ปริมาณปีสำหรับการลงลายลักษณ์อักษรขายฝาก ระหว่างนักลงทุนผู้เสียสละเงินรวมทั้งคนขายฝาก ให้สอดคล้องกับความรู้ความเข้าใจสำหรับในการไถ่ทรัพย์สมบัติคืนของคนขายฝาก รวมทั้งอัตราค่าดอกเบี้ย

การครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ

การมีไว้ในครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของฝรั่ง โดยหลักทั่วๆไปแล้ว ฝรั่งไม่สามารถที่จะมีสิทธิ์ในที่ดินในประเทศไทยได้ แม้กระนั้นก็มีข้องดเว้นโดยชอบด้วยกฎหมายที่ดินมาตรา 96 ทวิ ที่เจาะจงไว้ว่า บทบัญญัติเกี่ยวกับคนต่างด้าวจะได้มาซึ่งที่ดินโดย อาศัยบทอนุสัญญาตามมายี่ห้อ 86 วรรคหนึ่ง ไม่ให้ใช้บังคับกับคน ต่างประเทศซึ่งได้นำเงินมาลงทุนตามปริมาณที่ระบุในกฎกระทรวง ซึ่งจะต้องไม่ต่ำลงมากยิ่งกว่าสี่สิบล้านบาท โดยให้ได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่ อาศัยได้ไม่เกินหนึ่งไร่ แล้วก็จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี… แต่ว่าในด้านปฏิบัติยากถึงยากมากมายขอรับ ด้วยเหตุนี้ธรรมดาที่ทำกันก็คือใช้ฝรั่งตั้งขึ้นบริษัทขึ้นมาโดยให้มีชาวไทยมีหุ้นส่วนมากยิ่งกว่า 50 % และก็เอาบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นมานั้นซื้อที่ดิน หรือลงนามเช่าระยะยาว 30 ปี ต่อได้อีก 30 ปีส่วนตัวแล้วผมก็เลยชี้แนะคนต่างประเทศที่อยากซื้อที่ดินในประเทศไทยให้ลงนามเช่าระยะยาวมากยิ่งกว่า เนื่องจากว่าไม่ยุ่งยาก เพียงแค่ทำเป็นหนังสือแล้วก็ไปลงทะเบียนการเช่าต่อหน้าต่อตาข้าราชการ (เช่ามากยิ่งกว่า 3 ปี) ก็เป็นอันเป็นระเบียบแล้ว และก็ในสัญญาเช่าพวกเราสามารถกำหนดข้อสัญญาต่างๆตามตกลงกันได้ มันไม่สุ่มมมีความเสี่ยงต่อการเช็ดกเอารัดเอาเปรียบเลย ในกรณีของคอนโดฯ คนต่างประเทศสามารถเป็นเจ้าของได้ โดยรูปร่างของข้อบังคับตามพ.ร.บ.ห้องชุด (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช2551 มาตรา 19 ทวิ ข้อบังคับว่า”คอนโดมิเนียมแต่ละคอนโดมิเนียมจะมีคนต่างด้าวหรือนิติบุคคลจากที่กำหนดเอาไว้ในมาตรา 19 ครอบครองในห้องพักได้ เมื่อรวมกันแล้วจำต้องไม่เกินอัตราร้อยละสี่สิบเก้าของพื้นที่ของห้องเช่าทั้งผองในห้องชุดนั้น หมายความว่าปริมาณร้อยละ 49 ของพื้นที่ ได้แก่ หากคอนโดของพวกเราสร้างห้องไว้ 100 ห้อง เต็มพื้นที่ อย่างงี้หมายความพวกเราจะสามารถขายห้องให้แก่คนต่างประเทศ 49 ห้อง แม้กระนั้นดังนี้เป็นไปตามรูปร่างของพื้นที่ทั้งหมดทั้งปวงของคอนโดมิเนียมนั้นๆปริมาณแฟลตซึ่งสามารถขายให้แก่คนประเทศอื่นได้ก็จะผันไปตามจำนวนพื้นที่ขอรับ

ตรวจสอบที่ดินอย่างไรให้เป็นมืออาชีพ

สำรวจที่ดินยังไงให้เป็นมือโปร โฉนดที่ดิน พวกเราควรจะพิจารณาบนเอกสารว่าเป็น โฉนดที่ดินจริงๆไม่ใช่เพียงแค่เอกสารแสดงสิทธิ์ในที่ดิน ผู้คนจำนวนมากบางทีอาจไม่เคยทราบมาก่อนว่าตามที่เป็นจริงแล้ว โฉนดที่ดิน (นางสาว ๔) เป็นชนิดหนึ่งในเอกสารแสดงสิทธิ์เพียงแค่นั้น แล้วก็เป็นเอกสารซึ่งสามารถค้าขาย หรือโอนกรรมสิทธิ์ได้อย่างแม่นยำโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเอกสารอื่นๆยังไม่ใช่เอกสารที่นับว่าเป็นเจ้าของของผู้ถือโดยบริบูรณ์ (อ่านเสริมเติม… โฉนดที่ดินเป็นยังไง) ตรวจตราข้อมูลที่ดินบนหน้าโฉนด บนหน้าโฉนดจะมีข้อมูลต่างๆของพื้นที่นั้นอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นเลขที่ดิน ระวาง หน้าตรวจ ตำบล อำเภอ จังหวัด ขนาดพื้นที่ แล้วก็ผู้ครอบครอง โดยพื้นฐาน แม้พวกเราพึงพอใจที่ดินที่นั้น ให้พวกเราขอดูโฉนดเพื่อนำเลขที่โฉนด ไปค้นหาพื้นฐานจากเว็บกรมที่ดิน เพื่อมองเห็นข้อมูลของพื้นที่นั้น ขนาดที่ดินที่โล่งแจ้งขายแล้วก็ขนาดที่วัดจริงตรงกันไหม ในบางครั้งพวกเราไม่อาจจะทราบได้จากการกะราวๆทางสายตาว่าพื้นที่กลุ่มนี้ครบจากที่แจ้งในโฉนดที่ดินใช่หรือไม่ โดยเหตุนี้ควรจะให้ผู้ที่มีความชำนาญมาวัดพื้นที่ก่อนอีกรอบ เพื่อการันตีว่าขนาดครบบริบรูณ์ตามเอกสารที่โล่งแจ้งต่อกันไว้ ในเรื่องที่มาเจอคราวหลังว่าเป็นหลักที่ของตน จะมีผลกระทบที่ตามมาอีกหลายสิ่งหลายอย่างซึ่งจะต้องฟ้องร้องคดีกันตามกฎหมายรวมทั้งฟ้องร้องคดี ก็เลยจำเป็นต้องใช้ทั้งยังเวลาแล้วก็ทรัพย์สิน ในการเรียกร้องสิทธิ์คืน ปัจจุบันนี้มีแอปพลิเคชั่นที่ช่วยวัดขนาดพื้นที่ ตัวอย่างเช่น แอป MapMeasure (รองรับทั้งยัง Android, iOS) โดยการทำการประมาณจากระบบ GPS จาก Google maps รวมทั้งประเมินผลเป็นขนาดจริงของพื้นที่จริง ตรวจทานจำพวกของที่ดิน จากข้อมูลในโฉนดจะมิได้มีแจ้งละเอียดระดับที่ดินนี้เป็นที่ชุมชนหรือเปล่า เป็นที่ตาบอดหรือไม่ อยู่ในเขตสงวนหรือสวนไหม มีบางครั้งที่ผู้ถือสิทธิ์ที่ดินมิได้รู้ชนิดของที่ดินผืนนั้น ถ้าหากประยุกต์ใช้ไม่ถูกจำพวกบางทีอาจจำต้องปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตามข้อจำกัด วิเคราะห์เช็คข้อมูลที่กรมที่ดิน ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญด้วยเหตุว่าเป็นการนำสิ่งที่พวกเราได้พิจารณากันพื้นฐานในข้อที่ 1-4 มาสำรวจจริงกับทางข้าราชการในกรมที่ดินอีกรอบ เพื่อวิเคราะห์ความถูกต้องแน่ใจก่อนกระทำซื้อ-ขาย แล้วก็ตรวจตราเพิ่มเติมอีกว่าพื้นที่นั้นมีปัญหาอื่นๆแฝงไหม รวมทั้งเอกสารและก็ที่ดินที่ไปดูจริงตรงกันใช่หรือไม่ ตรวจตราลักษณะ แล้วก็สิ่งแวดล้อมของที่ดิน โดยชอบด้วยกฎหมายทั่วๆไปจะมีการระบุว่าพื้นที่ใดสามารถสร้างอะไรได้ หรือเปล่าได้ ใช้ประโยชน์ที่ดินในด้านใดได้บ้าง ตรงตามสิ่งที่จำเป็นที่จะใช้สอยของพวกเราไหม เลือกเพื่อเป็นที่พักที่อาศัย ทำธุรกิจ หรืออุตสาหกรรมก็ตามที สิ่งพวกนี้เป็นข้อควรจะรู้พื้นฐาน เพราะว่าถ้าหากซื้อที่ดินไปแล้วประยุกต์ใช้ไม่ถูกชนิด บางทีอาจจำเป็นต้องปรับแต่งให้เป็นไปตามข้อจำกัดของสิทธิ์ จะต้องเสียอีกทั้งเวลาและก็สมบัติพัสถาน เพราะฉะนั้นควรจะเช็คเนื้อหาที่ดินก่อนวินิจฉัยจำหน่าย หรือขอดูเล่มประเมินซึ่งทำโดยบริษัทฯ ที่น่าไว้ใจ (หากมี) เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของตัวท่านเอง