วิธีการลดภาษีจากการปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์

การปลดปล่อยเงินให้คนอื่นๆเช่า “ค่าใช้จ่ายในการเช่านั้นนับว่าเป็นรายได้ต้นแบบหนึ่ง ผู้ให้เช่าหรือผู้ครอบครองทรัพย์สมบัติ จำต้องเสียภาษีอากร” แม้กระนั้นในด้านปฏิบัติ ผู้ให้เช่าชอบไม่แสดงรายได้ที่ตรงนี้ต่อสรรพแขน หรือทำข้อตกลงค่าใช้จ่ายในการเช่าราคาต่ำต่อข้อเท็จจริง แต่ว่าพวกเราควรจะทำให้มันถูก แล้วก็มันเป็นสิทธิของพวกเราโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะปฏิบัติได้นะครับ ภาษีที่จำเป็นต้องเสียจากการนี้มี 2 ชนิดเป็น ภาษีรายได้บุคคลปกติ ภาษีโรงเรือน ภาษีรายได้บุคคลปกติ แนวทางคำนวณรายได้สุทธิก็คือ รายได้จากค่าใช้จ่ายสำหรับเช่ารวมกัน และก็ หักค่าครองชีพได้ 2 แนวทาง 1.หักรายจ่ายแบบเหมา (ไม่ต้องมีหลักฐานค่าครองชีพ) กรณีนี้ข้อบังคับระบุอัตราหักค่าใช้สอยสูงสุดอยู่ที่ 30 % ของรายได้ 2.หักตามจริง กรณีนี้มีความหมายว่า พวกเราจะต้องเก็บหลักฐานค่าครองชีพไว้ครบ ส่วนจะเลือกแบบไหน จำเป็นต้องพินิจพิจารณาคำนวณมองว่า ที่ไหนจะอดออมได้มากกว่ากันรวมทั้ง ” ไม่มีความจำเป็นที่ต้องเช่นกันทุกปี ” ภาษีโรงเรือน ข้อบังคับกำหนดให้ผู้ให้เช่าจำเป็นต้องเสียภาษีอากรในอัตรา ปริมาณร้อยละ 12.5 ต่อปี จากยอดรายได้ (หรือประเมินมูลค่าเช่าของพวกเรา 1เดือนครึ่ง) โดยมากผู้ให้เช่าจะผลักภาระหน้าที่ภาษีโรงเรือนนี้ให้ผู้เช่าเป็นผู้จะรับผิดชอบ ก็อยู่ที่ตกลง ใจความสำคัญเป็นจะต้องจ่ายสรรพากรเขาครับผม ไม่จ่ายมิได้ ครั้งนี้ในเมื่อภาษีมันสูงขนาดนี้ ต่างก็รู้จักแนวทางคิดแผน เพื่อลดภาระหน้าที่ดังต่อไปนี้ 1.แยกสัญญาเช่าเป็นหลายหมวด จากสัญญาเช่าบ้านฉบับเดียว เดือนละ 20,000 บาท ก็บางครั้งก็อาจจะแบ่งเป็น สัญญาเช่าบ้านเดือนละ 10,000 บาท และก็สัญญาเช่าเครื่องเรือน เดือนละ 10,000 บาทอีกหนึ่งฉบับ หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีคำสัญญาชนิดอื่นอีก ตัวอย่างเช่นคำสัญญาค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าบริการ ฯลฯ เนื่องจากภาษีโรงเรือนจะคำนวณจากส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเช่าบ้านของพวกเราเพียงแค่นั้น แม้กระนั้นการจำแนกแยกแยะข้อตกลงก็จำต้องทำอยู่ภายใต้เหตุรวมทั้งผลครับผม ไม่ใช่ต้องการจะแยกสัญญาเช่าออกมากไม่น้อยเลยทีเดียว เพื่อค่าใช้จ่ายสำหรับเช่าบ้านเหลือมูลค่าน้อยเกินความจริง 2.เขียนสิทธิเก็บกิน “สิทธิเก็บกิน” เป็นทรัพยสิทธิ แปลว่าผู้ครอบครองเจ้าของในอสังหาริมทรัพย์ ได้เขียน “สิทธิเก็บกิน” ให้แก่บุคคลอื่น ซึ่งจะก่อให้สิทธิ์ทุกสิ่งทุกอย่างในอสังหาริมทรัพย์นั้นๆละเว้นวิธีขาย หรือโอนกรรมสิทธิ์ กลายเป็นสิทธิ์ของผู้ทรงสิทธิ์นั้น ด้วยเหตุดังกล่าวกรณีปลดปล่อยอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ผู้เช่าก็เลยจำต้องทำข้อตกลงกับผู้ทรงสิทธิ์ ไม่ใช่ผู้ครอบครองอีกต่อไป และก็รายได้จากค่าใช้จ่ายสำหรับเช่าที่ได้รับมา ก็จะถือได้ว่ารายได้ของผู้ทรงสิทธิ์เก็บกิน ไม่ใช่รายได้ของเจ้าของที่อีกต่อไป การเขียน “สิทธิ์เก็บกิน” เหมาะกับเจ้าของที่มีอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าไม่น้อยเลยทีเดียวทำให้มีภาระหน้าที่สำหรับเพื่อการเสียภาษีอากรแบบอัตรารุ่งเรืองสูง เพื่อแบ่งเบาภาระภาษี ผู้กระทำระจายรายได้เพื่อการเสียภาษีอากร ไปยังคนอื่นที่เสียภาษีอากรในอัตราที่ต่ำกว่า โดยส่วนมากก็จะเขียนสิทธิดังที่กล่าวถึงมาแล้วให้แก่ลูก หรือญาติสนิทกันจริงๆเมื่อลูกเป็นผู้ทรงสิทธิแล้ว สัญญาเช่าจำเป็นที่จะต้องทำในชื่อของลูกในฐานะผู้ให้เช่า รายได้ที่ตรงนี้ก็จะเป็นของลูกไป ส่วนการเขียนทะเบียนสิทธิเก็บกินให้เอ็งคู่รักที่ถูกกฎหมาย มิได้ช่วยเรื่องภาษี เพราะว่ารายได้จากค่าใช้จ่ายสำหรับเช่าของคู่แต่งงานจำเป็นต้องเอามารวมยื่นเสียภาษีอากรด้วยกัน ตามประมวลรัษฎากร การเขียน “สิทธิเก็บกิน” มีอยู่ร่วมกัน 3 แบบ 1.การเขียนสิทธิเก็บกินแบบมีระบุช่วงเวลา จะกำหนดช้านานเท่าไรก็ได้ แต่ว่าจำต้องไม่เกิน 30 ปี ถ้าเกิดเกินข้อบังคับให้น้อยลงมาเหลือ 30 ปี 2.การเขียนทะเบียนในลักษณะไม่มีตั้งเวลา หรือเขียนชั่วชีวิตผู้ทรงสิทธิ 3.การเขียนสิทธิเก็บกินให้ แบบมีเงื่อนไขเป็นผู้บริจาคสิทธิเก็บกินมีสิทธิบอกยกเลิกสิทธิเก็บกินเมื่อใดก็ได้ ซึ่งการกำหนดข้อตกลงอย่างงี้ สามารถทำเป็นทั้งยังการเขียนแบบมีระบุช่วงเวลา แล้วก็เขียนแบบไม่มีระบุช่วงเวลา การเขียนทะเบียน “สิทธิ์เก็บกิน” นั้น จะต้องไปลงทะเบียนกันที่ที่ทำการที่ดินก็เป็นสิทธิของพวกเราโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งสามารถควรกระทำได้ โดยไม่ต้องหลบหรือทำอะไรที่มันซุ่มมีความเสี่ยงต่อการกระทำผิดข้อบังคับ

วิธีการลดภาษีจากการปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์

การปลดปล่อยสินทรัพย์ให้คนอื่นเช่า “ค่าใช้จ่ายสำหรับเช่านั้นนับว่าเป็นรายได้ต้นแบบหนึ่ง ผู้ให้เช่าหรือผู้ครอบครองทรัพย์สมบัติ จำเป็นต้องเสียภาษีอากร” แม้กระนั้นในด้านปฏิบัติ ผู้ให้เช่าชอบไม่แสดงรายได้ที่ตรงนี้ต่อสรรพแขน หรือทำข้อตกลงค่าใช้จ่ายสำหรับเช่าราคาต่ำต่อเรื่องจริง แต่ว่าพวกเราควรจะทำให้มันถูก รวมทั้งมันเป็นสิทธิของพวกเราโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะปฏิบัติได้นะครับ ภาษีที่จะต้องเสียจากการนี้มี 2 ชนิดเป็น ภาษีรายได้บุคคลปกติ ภาษีโรงเรือน ภาษีรายได้บุคคลปกติ แนวทางคำนวณรายได้สุทธิก็คือ รายได้จากค่าใช้จ่ายสำหรับเช่ารวมกัน และก็ หักรายจ่ายได้ 2 แนวทาง 1.หักค่าใช้สอยแบบเหมา (ไม่ต้องมีหลักฐานค่าใช้สอย) กรณีนี้ข้อบังคับระบุอัตราหักค่าครองชีพสูงสุดอยู่ที่ 30 % ของรายได้ 2.หักตามจริง กรณีนี้แปลว่า พวกเราจะต้องเก็บหลักฐานค่าใช้สอยไว้ครบ ส่วนจะเลือกแบบไหน จำต้องพินิจพิจารณาคำนวณมองว่า ที่ไหนจะอดออมได้มากกว่ากันรวมทั้ง ” ไม่จำเป็นที่ต้องแบบเดียวกันทุกปี ” ภาษีโรงเรือน ข้อบังคับกำหนดให้ผู้ให้เช่าจะต้องเสียภาษีอากรในอัตรา ปริมาณร้อยละ 12.5 ต่อปี จากยอดรายได้ (หรือประเมินค่าเช่าของพวกเรา 1เดือนครึ่ง) ส่วนใหญ่ผู้ให้เช่าจะผลักภาระหน้าที่ภาษีโรงเรือนนี้ให้ผู้เช่าเป็นผู้จะรับผิดชอบ ก็อยู่ที่ตกลง หัวข้อเป็นจำต้องจ่ายสรรพากรเขาครับผม ไม่จ่ายมิได้ ครั้งนี้ในเมื่อภาษีมันสูงขนาดนี้ ต่างก็รู้จักแนวทางคิดแผน เพื่อลดภาระหน้าที่ดังต่อไปนี้ 1.แยกสัญญาเช่าเป็นหลายหมวด จากสัญญาเช่าบ้านฉบับเดียว เดือนละ 20,000 บาท ก็บางครั้งอาจจะแบ่งเป็น สัญญาเช่าบ้านเดือนละ 10,000 บาท แล้วก็สัญญาเช่าเครื่องเรือน เดือนละ 10,000 บาทอีกหนึ่งฉบับ หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีข้อตกลงจำพวกอื่นอีก เป็นต้นว่าข้อตกลงค่าสำหรับบริการ ฯลฯ เนื่องจากว่าภาษีโรงเรือนจะคำนวณจากส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเช่าบ้านของพวกเราเพียงแค่นั้น แต่ว่าการแบ่งประเภทและชนิดคำสัญญาก็จำเป็นต้องทำอยู่ภายใต้เหตุและก็ผลครับ ไม่ใช่ต้องการจะแยกสัญญาเช่าออกเยอะ เพื่อค่าใช้จ่ายในการเช่าบ้านเหลือมูลค่าน้อยเกินความจริง 2.เขียนสิทธิเก็บกิน “สิทธิเก็บกิน” เป็นทรัพยสิทธิ มีความหมายว่าผู้ครอบครองเจ้าของในอสังหาริมทรัพย์ ได้เขียน “สิทธิเก็บกิน” ให้แก่บุคคลอื่น ซึ่งจะก่อให้สิทธิ์ทุกๆอย่างในอสังหาริมทรัพย์นั้นๆละเว้นวิธีขาย หรือโอนกรรมสิทธิ์ กลายเป็นสิทธิ์ของผู้ทรงสิทธิ์นั้น โดยเหตุนี้กรณีปลดปล่อยอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ผู้เช่าก็เลยจำเป็นต้องทำข้อตกลงกับผู้ทรงสิทธิ์ ไม่ใช่ผู้ครอบครองอีกต่อไป รวมทั้งรายได้จากค่าใช้จ่ายในการเช่าที่ได้รับมา ก็จะถือได้ว่ารายได้ของผู้ทรงสิทธิ์เก็บกิน ไม่ใช่รายได้ของเจ้าของที่อีกต่อไป การเขียน “สิทธิ์เก็บกิน” เหมาะกับเจ้าของที่มีอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าจำนวนไม่ใช่น้อยทำให้มีภาระหน้าที่สำหรับในการเสียภาษีอากรแบบอัตราเจริญก้าวหน้าสูง เพื่อแบ่งเบาภาระภาษี ผู้กระทำระจายรายได้เพื่อการเสียภาษีอากร ไปยังคนอื่นที่เสียภาษีอากรในอัตราที่ต่ำกว่า โดยส่วนมากก็จะเขียนสิทธิดังที่ได้กล่าวมาแล้วให้แก่ลูก หรือญาติสนิทกันจริงๆเมื่อลูกเป็นผู้ทรงสิทธิแล้ว สัญญาเช่าจำเป็นที่จะต้องทำในชื่อของลูกในฐานะผู้ให้เช่า รายได้ที่ตรงนี้ก็จะเป็นของลูกไป ส่วนการเขียนทะเบียนสิทธิเก็บกินให้มึงคู่ชีวิตที่ถูกตามกฎหมาย มิได้ช่วยเรื่องภาษี เพราะว่ารายได้จากค่าใช้จ่ายสำหรับเช่าของสามีภรรยาจำต้องเอามารวมยื่นเสียภาษีอากรด้วยกัน ตามประมวลรัษฎากร การเขียน “สิทธิเก็บกิน” มีอยู่ร่วมกัน 3 แบบ 1.การเขียนสิทธิเก็บกินแบบมีระบุช่วงเวลา จะกำหนดนานเท่าไรก็ได้ แม้กระนั้นจำต้องไม่เกิน 30 ปี ถ้าหากเกินข้อบังคับให้ลดน้อยลงมาเหลือ 30 ปี 2.การเขียนทะเบียนในลักษณะไม่มีตั้งเวลา หรือเขียนชั่วชีวิตผู้ทรงสิทธิ 3.การเขียนสิทธิเก็บกินให้ แบบมีเงื่อนไขเป็นผู้เสียสละสิทธิเก็บกินมีสิทธิบอกยกเลิกสิทธิเก็บกินเมื่อใดก็ได้ ซึ่งการกำหนดข้อแม้อย่างงี้ สามารถทำเป็นทั้งยังการเขียนแบบมีระบุช่วงเวลา แล้วก็เขียนแบบไม่มีระบุช่วงเวลา การเขียนทะเบียน “สิทธิ์เก็บกิน” นั้น จะต้องไปลงทะเบียนกันที่ที่ทำการที่ดินก็เป็นสิทธิของพวกเราโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งสามารถควรกระทำได้ โดยไม่ต้องหลีกเลี่ยงหรือทำอะไรที่มันซุ่มมีโอกาสเสี่ยงต่อการกระทำผิดข้อบังคับ