สัญญาเช่าแบบต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา

สัญญาเช่าแบบต่างทดแทนมากกว่าสัญญาเช่าปกติ จะต่างกับสัญญาเช่าปกติเป็นการที่พวกเราไปเช่าที่ดินเขา แล้วพวกเราลงทุนสร้างอาคารบ้านเรือนได้แก่ ห้องอาหาร, รีสอร์ท, ห้าง ฯลฯ โดยมีกติกาว่า เมื่อหมดสัญญาเช่าสิ่งปลูกสร้างพวกนี้ให้กลายเป็นเจ้าของของเจ้าของที่ หรือ หากพวกเราได้ช่วยเจ้าของที่ออกค่าก่อสร้างตึกที่พวกเราจะเช่าบนที่ดินของเจ้าของที่ หรือพวกเราเช่าที่ดินทำสวน ปลูกต้นไม้ รวมทั้งตกลงกันว่าหมดสัญญา ต้นไม้เป็นของเจ้าของที่ และยังรวมไปถึงพวกเราตกลงจะซ่อมบำรุงตึกที่เช่าครั้งใหญ่ โดยพวกเราออกค่าครองชีพเอง (เน้นย้ำจะต้องซ่อมแซมใหญ่นะ) พวกนี้ล้วนเป็นอะไรที่เจ้าของที่ หรือผู้ให้เช่าเห็นผลคุณประโยชน์จากการปลดปล่อยเช่าที่ดินของตนเองทั้งหมด ด้วยเหตุนั้น กฎ ข้อตกลงต่างๆย่อมไม่ราวกับสัญญาเช่าแบบทั่วๆไป การเช่ารูปแบบนี้เรียกว่า “สัญญาเช่าต่างทดแทนมากกว่าสัญญาเช่าปกติ” แล้วอะไรที่แตกต่างจากข้อตกลงทั่วๆไป 1. เพียงแค่ตกลงกันด้วยวาจา มิได้ทำหนังสือ หรือ ทำหนังสือสัญญาเช่ามากยิ่งกว่า 3 ปี แม้กระนั้นมิได้ไปลงทะเบียนต่อหน้าต่อตาข้าราชการ ก็สามารถฟ้องคดีบังคับกันได้ (ในทางปฏิบัติ มีความรู้สึกว่าคงจะไม่ค่อยมีคนไหนกันแน่ไม่ลงลายลักษณ์อักษรหรอกขอรับ โดยยิ่งไปกว่านั้นคนเช่า ลงทุนไปตั้งมากมาย ด้วยเหตุดังกล่าวผมว่าควรจะลงลายลักษณ์อักษรขอรับ เพราะว่าอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีกรณีการโอนเงินที่พวกเราเช่าให้บุคคลภายนอก ดังเช่นขายที่ๆที่พวกเราเช่าอยู่ให้ผู้อื่น ถ้าหากไม่มีหลักฐานอะไรเลย มันก็ไม่โอเคขอรับ เป็นเอาอย่างแบบที่ข้อบังคับระบุดีเยี่ยมที่สุด อย่างต่ำทำข้อตกลงเช่า ลงลายมือชื่อกันอีกทั้งไว้สองฝ่าย ก็ดีแล้วกว่าไม่มีอะไรเลยนะครับ แล้วก็ หากจะเช่ามากยิ่งกว่า 3 ปี ก็เสียเวล่ำเวลาไปขึ้นทะเบียนเฉพาะหน้าข้าราชการเขา คงจะแน่นอนกว่ามากมายขอรับ) 2. ถึงแม้ผู้เช่าตาย สิทธิการเช่านี้ไม่ยับยั้ง แต่ว่าย่อมเป็นของผู้สืบสกุลถัดไปด้านในระบุข้อตกลง ที่ตรงนี้ไม่ราวกับสัญญาเช่าแบบปกติ ที่ผู้เช่าตาย สัญญาเช่ายับยั้งโดยทันที แต่ว่าสัญญาเช่าต่างทดแทนมากกว่าสัญญาเช่าปกติ คนเช่าตาย คำสัญญาไม่ยับยั้งนะครับ ลูกภรรยา ผู้สืบสกุล

ขายฝากคืออะไร

เพราะอะไรจำเป็นต้อง ขายฝาก ? ที่ผู้คนเลือกขายฝากเงินกันนั้น เนื่องจากมีความสำคัญทางด้านการเงิน อยากเข้าถึงแหล่งเงินทุน แล้วผู้ให้กู้ มักเรียกให้นำเงินหรือบุคคลมารับประกันการจ่ายและชำระหนี้ด้วย เป็นต้นว่าการให้นำเงินทองมาจำนำหรือจำนอง และก็หาบุคคลมารับรอง แม้กระนั้นบ่อยมากที่หลักประกันกลุ่มนี้ ไม่อาจจะช่วยรับประกันได้ว่า ผู้ให้กู้จะได้รับจ่ายหนี้ ผู้ให้กู้จำนวนมากจะบันเทิงใจกว่า ถ้าเกิดคนที่อยากเงินนำเงินทองมาขายฝาก (รับรองวงเงิน) แทน ขายฝาก เป็นอย่างไร ขายฝาก เป็นสัญญาซื้อขายต้นแบบหนึ่ง ซึ่งเจ้าของ(ความเป็นเจ้าของ) ในเงินทอง จะเปลี่ยนเป็นของผู้บริโภคฝากโดยทันที เสมือนสัญญาซื้อขายทั่วๆไป แม้กระนั้นต่างกันตรงที่ คนขายฝากสามารถไถ่คืนเงินทองนั้น คืนไปได้ตามข้อตกลงที่ได้ทำกันไว้ ซึ่งจุดแข็ง ของแนวทางการขายฝาก ก็คือ สิทธ์การถือสิทธิ์ ที่พวกเราสามารถไถ่คืนกลับมาเป็นของพวกเราได้(ในช่วงเวลาระบุของข้อตกลง) แม้ว่าจะขายฝากไปแล้ว เมื่อเทียบกับวิธีขายขาดที่เป็นการแปลงผู้ครองถาวร ที่สำคัญเป็นวงเงินที่สมควร ทำให้หาคนซื้อฝากได้ง่าย และไม่จำต้องใช้จ่ายสำหรับในการทำโปรโมท ลงประกาศขาย กรณีข้อตกลงขายทั่วๆไป ขั้นตอนของข้อตกลงขายทั่วๆไป 1.ประกาศขาย กำหนดราคาขายที่สมควรเพื่อเย้ายวนใจให้ผู้บริโภคพอใจ 2.แลก คนขายจะได้เงิน ส่วนคนซื้อจะได้รับโฉนด ลงนามที่กรมที่ดิน รวมทั้งเป็นเจ้าของเจ้าของในสินทรัพย์นั้นๆกรณีข้อตกลงขายฝาก ขั้นตอนของคำสัญญาขายฝาก 1.ประกาศขายฝาก ผู้มีความประสงค์ขายฝาก เจาะจงช่วงเวลาข้อตกลงที่จะไถ่คืน เพื่อไม่ยุ่งยากต่อการตกลงใจกับผู้บริโภคฝาก 2.แลก คนขายฝากจะได้รับเงินสดในทันทีข้างหลังลงลายลักษณ์อักษรที่กรมที่ดิน ส่วนผู้บริโภคฝากจะได้รับโฉนดรับรอง 3.เมื่อถึงกำหนดคำสัญญา คนขายฝากจำเป็นต้องนำเงินมาไถ่คืนที่ดินคืน+ดอก ส่วนคนซื้อฝากก็จะคืนโฉนด เป็นอันเป็นระเบียบเรียบร้อย ในเรื่องที่ถึงกำหนดคำสัญญาแล้วคนขายฝากไม่อาจจะนำเงินมาไถ่คืนได้ สามารถต่อสัญญาขายฝากได้ ** (ขึ้นกับการทำข้อตกลงกันระหว่างผู้บริโภคฝาก รวมทั้งคนขายฝาก) *** แม้กระนั้นถ้าไม่ต่อสัญญาแล้วไม่ไถ่คืน ทางคนซื้อฝากก็มีสิทธิเป็นเจ้าของเจ้าของทรัพย์สมบัติชิ้นนั้นในทันที *** วันนี้บริษัท Smartfinn ให้บริการ ดอกต่ำ เพียงแค่ 0.75% ต่อเดือน มีกลุ่มผู้ชำนาญ รอให้คำแนะนำแนวทางการขายฝาก บริษัทปิดดีลมาแล้วค่ารวมกว่า 1,000 ล้านบาท และก็ matching นักลงทุนซื้อฝากใจดี ในระบบทั้งประเทศเพื่อคนขายฝากได้รับข้อแนะนำที่ยอดเยี่ยม อย่างแม่นยำโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นอันตราย มีมาตรฐานฯ อนุมัติไว ให้วงเงินสูง ไม่มอง Statement ไม่เช็คเครดิตบูโร

จะซื้อให้ถูกขายให้ได้กำไรนั้น-ต้องดูอะไรบ้าง

จะซื้อให้ถูกขายให้ได้กำไรนั้น จะต้องมองอะไรบ้าง ขั้นต่ำพวกเราควรจะตีราคาบ้านพื้นฐานก่อน โดยการเปรียบเทียบจากราคาท้องตลาด, ราคาประเมินจากที่ทำการที่ดิน, ราคาประเมินจากแบงค์ และก็จำเป็นต้องเปรียบราคาซื้อขายแลกเปลี่ยนของอสังหาริมทรัพย์ที่มีลักษณะใกล้เคียงทั้งยังขนาดที่ดิน, สถานที่, สิ่งแวดล้อม, หนทาง, ประสิทธิภาพของตัวตึก หรือตัวบ้าน พวกเราอาจจะเคยได้เห็นกันว่ามีบ้านที่ดิน ขึ้นป้ายประกาศขายอยู่เป็นปีๆก็ยังไม่มีลูกค้ามาซื้อ ซึ่งราคาขายมันจะต้องอิงกับข้อเท็จจริง แล้วถ้าหากพวกเราเป็นผู้บริโภคพวกเราก็จะต้องทราบก่อนว่า ซื้อไปเพื่ออะไร ดังเช่น ซื้อเพื่ออยู่เอง ราคาซื้อตามความพึงพอใจ อย่างเช่น – ย้ำความพอใจ, มองทำเลที่ตั้ง(ใกล้สถานที่ทำงาน, ใกล้สถานศึกษา), สไตล์การตกแต่ง ฯลฯ – ครอบครัวมีส่วนร่วมสำหรับเพื่อการตกลงใจ ซื้อให้บุคคลอื่น ดังเช่นว่า ซื้อให้ลูก ต้นเหตุสำหรับเพื่อการตกลงใจก็คงจะคล้ายกับการซื้อให้ตนเอง ซื้อเพื่อการลงทุน เรื่องราคาเป็นปัจจัยหลักที่จะตกลงใจซื้อ ไหมซื้อ แม้พวกเราจะซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อทำเงินสิ่งที่เป็นเหตุสำหรับในการตกลงใจที่ต้องมีในทรัพย์สมบัตินั้นๆเป็น ได้กำไรตั้งแต่ตอนซื้อ จำต้องต่ำลงมากยิ่งกว่าราคาประเมิน เพียงพอเข้าซื้อแล้วสามารถปลดปล่อยขายได้กำไรแน่ๆ หรือ ส่งผลทดแทนขณะครองสินทรัพย์นั้นอยู่ ตัวอย่างเช่น มีผู้เช่าอยู่ ฯลฯ ระเบียบปฏิบัติของคณะกรรมการตั้งราคาประเมินเงินทุน เกี่ยวกับหลักเกณฑ์และก็กรรมวิธีสำหรับการตั้งราคาประเมินเงินทุนของอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมลงบัญชีสิทธิรวมทั้งนิติกรรม พุทธศักราช 2535 รวมทั้ง ฉบับที่ 2 ปรับแก้เสริมเติม พุทธศักราช 2538 อาศัยอำนาจตามความลับมาตรา 105 ห้า ที่ประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งปรับแต่งเพิ่มอีก โดยพ.ร.บ.ปรับแก้เพิ่มเติมอีกประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2534 แล้วก็มาดรา 62 ที่พ.ร.บ.ห้องชุด พุทธศักราช 2522 คณะกรรมการตั้งราคาประเมินเงินทุนก็เลยจัดระเบียบไว้ดังนี้ ข้อ 22. ให้ระบุอัตราค่าเสื่อมของโรงเรือนสิ่งก่อสร้างแต่ละจำพวก ดังต่อไปนี้ (1) โรงเรือนสิ่งก่อสร้างที่เป็นอาคาร ให้หักค่าเสื่อมปีที่ 1 ถึงปีที่ 10 จำนวนร้อยละ 1 ต่อปี ปีที่ 11 ถึงปีที่ 42 ปริมาณร้อยละ 2 ต่อปี แล้วก็ตั้งแต่ ปีที่ 43 เป็นต้นไปให้หักค่าเสื่อมจำนวนร้อยละ 76 ตลอดอายุการใช้แรงงานของ โรงเรือนสิ่งก่อสร้างนั้น (2) โรงเรือนสิ่งก่อสร้างที่เป็นอาคารครึ่งไม้ ให้หักค่าเสื่อมปีที่ 1 ถึงปีที่ 5 ปริมาณร้อยละ 2 ต่อปี ปีที่ 6 ถึงปีที่ 15 ปริมาณร้อยละ 4 ต่อปี ปีที่ 16 ถึงปีที่ 21 จำนวนร้อยละ 5 ต่อปี และก็ตั้งแต่ปีที่ 22 เป็นต้นไป ให้หักค่าเสื่อมปริมาณร้อยละ 85 ตลอดอายุการใช้แรงงานของโรงเรือนสิ่งก่อสร้างนั้น (3) โรงเรือนสิ่งก่อสร้างที่เป็นไม้ให้หักค่าเสื่อมปีที่ 1 ถึงปีที่ 5 ปริมาณร้อยละ 3 ต่อปี ปีที่ 6 ถึงปีที่ 15 ปริมาณร้อยละ 5 ต่อปี ปีที่ 16 ถึงปีที่ 18 จำนวนร้อยละ 7 ต่อปี แล้วก็ตั้งแต่ปีที่ 19 เป็นต้นไป ให้หักค่าเสื่อมปริมาณร้อยละ 93 ตลอดอายุการใช้แรงงานของโรงเรือนสิ่งก่อสร้างนั้น

การขายฝาก-vs-โรงรับจำนำ-ต่างกันอย่างไร

วิธีขายฝาก vs โรงจำนำ โรงจำนำอยู่คู่กับสังคมไทยมาเป็นเวลายาวนาน การไปจำนองสินทรัพย์ที่โรงจำนำ เกิดเรื่องที่คนสามัญสารภาพวิธีการและก็รู้เรื่องขั้นตอนการได้ง่าย ซึ่งแน่ๆว่าการจำนองนั้นสามารถช่วยเหลือสภาพคล่องให้สำหรับเพื่อการใช้จ่ายทุกวัน หรือ การลงทุนระดับเล็ก (Micro SME) ได้อย่างมีคุณภาพ ส่วนเงินที่ได้ราคารับจำนองสูงสุดก็คือสินทรัพย์จำพวกทอง ซึ่งจะได้ราคารับจำนองมากถึง 80-85% ของราคาทองในตอนนั้น ส่วนเรื่องช่วงเวลาตามตั๋วจำนำ ก็อยู่ระหว่าง5-6เดือน ถ้าเกิดถึงเวลาแล้วยังไม่ได้อยากต้องการไถ่คืน ก็สามารถไปจ่ายเฉพาะดอกและก็รวมทั้งต่อสัญญาตามตั๋วจำนำออกไปได้อีกหนึ่งรอบ ส่วนอัตราค่าดอกเบี้ยก็อยู่ระหว่างปริมาณร้อยละ 0.75-1.25% ต่อเดือน(9-15%ต่อปี) แม้กระนั้นถ้าหากถึงกำหนดตามตั๋วจำนำและไม่มาต่อดอกหรือไถ่คืนคืน เงินทองนั้นก็จะหลุดจำนองแล้วก็เป็นของโรงจำนำตามขั้นตอนรวมทั้งข้อบังคับที่กำหนดไว้โดยบริบูรณ์ แนวทางการขายฝากอสังหาริมทรัพย์ของ Smartfinn ก็มีลักษณะหลายสิ่งหลายอย่างคล้ายกับการจำนอง อย่างเช่น 1. ราคาขายฝากได้รับการวัดจากบริษัทประเมินที่มีมาตรฐานชอบธรรมต่อรองราคาทรัพย์สินผู้มาขายฝาก 2. มีการระบุช่วงเวลาขายฝาก 1-3 ปี หรือตามแต่คู่สัญญาตกลงกัน ถ้าหากมาไถ่คืนก่อนถึงกำหนดเวลาก็จะได้สินทรัพย์กลับไป ขณะที่ แนวทางการขายฝาก Smartfinn คนขายฝากยังมีสิทธิสำหรับเพื่อการอาศัย/ทำธุรกิจในเงินทองของตนถัดไปได้กระทั่งถึงกำหนดไถ่คืน 3. สามารถยืดอายุวิธีขายฝากได้ แม้กระนั้นมีสิ่งจำเป็นที่ผิดแผกไปเป็น ข้อแม้สำหรับการต่อสัญญาที่แตกต่างจากการไปจำนองสินทรัพย์ต่อโรงจำนำ 4. Smartfinn ช่วยสนับสนุนสภาพคล่องทางธุรกิจ แปลงทรัพย์สินที่มีอยู่ ให้เป็นทุนหรือขยายธุรกิจได้โดยช่วยเหลือในระดับใหญ่มากยิ่งกว่าโรงจำนำ เป็นตั้งแต่ Micro-SME ธุรกิจขนาดกลาง ธุรกิจขนาดใหญ่ 5. มีดอกเบี้ยเป็นสิ่งตอบแทนด้วยเหมือนกัน แต่ว่าดอกขายฝากจำนวนมากจะมีอัตราสูงมากมาย เป็นตั้งแต่จำนวนร้อยละ 1-3 %ต่อเดือน(12-36% ต่อปี) แต่ว่าในขณะ Smartfinn ให้บริการดอกเพียงแต่ปริมาณร้อยละ 0.75% ต่อเดือน (9%ต่อปี) แค่นั้น แนวทางการขายฝากไม่เหมือนกับการจำนองเป็นการจะต้องไปกระทำขายฝาก จะต้องไปปฏิบัติงานในที่ทำการที่ดิน นั่นเอง โดยจำเป็นที่จะต้องเสียค่าบริการแล้วก็ภาษีให้กับกรมที่ดิน และเมื่อมาไถ่คืนคืน ก็จะต้องมีค่าธรรมเนียมการไถ่คืนถอนอีกรอบ ลักษณะของโรงจำนำเป็นที่พึ่งพิงยามยากของคนระดับรากต้นหญ้า เสริมสภาพคล่องด้านการเงินได้เร็ว รวมทั้งมีดอกเบี้ยควบคุมโดยเมือง และมีการตั้งเงื่อนไขเวลาแล้วก็ข้อตกลงการต่อสัญญาตั๋วจำนำ ที่มีความยืดหยุ่นพอที่จะให้เวลาแก่ผู้จำนำสำหรับในการไถ่คืนสินทรัพย์คืน เพียงแค่โรงจำนำใช้ได้กับสังหาริมทรัพย์ ยกตัวอย่างเช่น แหวนสร้อยทอง โทรศัพท์ เพียงแค่นั้น แม้กระนั้นเมื่อเป็นเงินทองค่าสูง ได้แก่ ที่ดิน บ้าน คอนโด ที่อยู่ในหมวดอสังหาริมทรัพย์ การใช้แนวทาง “ขายฝาก” จะใกล้เคียงกับโรงจำนำ แม้กระนั้นก็มีไม่เหมือนกันจากการจำนองในโรงจำนำ 3 หัวข้อหลัก เช่น 1. การกำหนดอายุคำสัญญาตอนต้นจำต้องได้รับการยอมจำนนทั้งสองฝ่าย แต่ว่าการขอยืดอายุคำสัญญาขายฝาก จะเป็นอำนาจการตัดสินใจของผู้บริโภคฝาก 2. ดอกสำหรับในการขายฝากธรรมดา จะสูงขึ้นมากยิ่งกว่าดอกโรงจำนำมากมาย ทำให้มีภาระหน้าที่ดอกจำนวนไม่ใช่น้อย ทำให้หารายได้ต้นมาไถ่คืนเงินทองในระยะเวลาเพียงไม่นานยิ่งเป็นได้ยาก 3. จำเป็นต้องเสียค่าบริการรวมทั้งภาษีให้กับกรมที่ดิน และก็เมื่อมาไถ่คืนคืน ก็จะต้องมีค่าธรรมเนียมการถอนถอนอีกที ซึ่งเป็นการทำตามอย่างขั้นตอนโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อสร้างความเที่ยงธรรมให้ทั้งยังข้างคนขายฝากแล้วก็ข้างนักลงทุนผู้บริจาคเงิน วิธีขายฝากกับ Smartfinn ช่วยขจัดปัญหาข้อที่ 1 รวมทั้ง 2 ได้ระดับหนึ่ง โดยการเป็นผู้ชำนาญสำหรับในการประเมินค่าสินทรัพย์ ตั้งเงื่อนไขและก็ปริมาณปีสำหรับการลงลายลักษณ์อักษรขายฝาก ระหว่างนักลงทุนผู้เสียสละเงินรวมทั้งคนขายฝาก ให้สอดคล้องกับความรู้ความเข้าใจสำหรับในการไถ่ทรัพย์สมบัติคืนของคนขายฝาก รวมทั้งอัตราค่าดอกเบี้ย