ความหมายของ-อสังหาริมทรัพย์

อสังหาริมทรัพย์ คือ ที่ดินแล้วก็สมบัติพัสถานอันติดอยู่ที่ที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวรหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้น และก็ยังรวมถึงทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดิน หรือทรัพย์สินอันติดอยู่ที่ที่ดินหรือประกอบเป็นส่วนเดียวกับที่ดินนั้นด้วย (ประมวลแพ่งแล้วก็การค้า มาตรา 139) จากประมวลแพ่งฯ มาตรา 139 พวกเราจะมองเห็นได้ว่าคำว่า “อสังหาริมทรัพย์” โดยชอบด้วยกฎหมายเป็นต้นว่า 1.ที่ดิน 2.ทรัพย์สมบัติอันติดอยู่ที่ที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวร 3.สมบัติพัสถานอันประกอบเป็นอันเดียวกันกับที่ดินนั้น 4.ทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับ ข้อ1 – 3 1. ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ คำว่า “ที่ดิน” เว้นเสียแต่ที่พวกเรารู้เรื่องโดยธรรมดากันแล้วว่าเป็น พื้นดินที่พวกเรามองเห็นๆกันอยู่ทุกวัน แม้กระนั้นจะรวมทั้งเฉพาะพื้นดินที่พวกเราใช้ประโยชน์ต่างๆบนผิวโลก หรือจะรวมถึงเหนือผิวโลก (ฟ้าเหนือที่ดินพวกเรา) แล้วก็ใต้โลก (ใต้ดิน) ด้วย ถ้าหากมองกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 1335 ซึ่งกำหนดไว้ว่า ด้านในบังคับที่บทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้ หรือข้อบังคับอื่น ดินแดนเจ้าของที่ดินนั้นรับประทานอีกทั้งเหนือพ้นพื้นดินและก็ใต้พื้นดินด้วย สำหรับที่ดินที่ สามารถเป็นเจ้าของได้นั้น มีอยู่ 2 แบบหมายถึง1. แบบเป็นเจ้าของเจ้าของเลย เป็นมีเอกสารสิทธิแสดงความเป็นเจ้าของเลย ได้แก่ โฉนดที่ดิน, โฉนดแผนที่, ยี่ห้อจองที่ยี่ห้อว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ฯลฯ และก็ 2. ที่ดินที่ผู้ครอบครองมีเพียงแต่สิทธิครอบครอง ตัวอย่างเช่น น.ส.3, นางสาว 3กรัม ฯลฯ 2.สมบัติพัสถานอันติดอยู่ที่ที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวร ซึ่งก็คือสิ่งที่ติดอยู่ที่ที่ดินโดยภาวะมีลักษณะเป็นการถาวร ดังเช่นว่า ไม้ยืนต้น (มะม่วง, มะพร้าว, ต้นไผ่ ฯลฯ) โดยปกติไม้ยืนต้นจะอย่างเช่นต้นไม้ที่แก่มากยิ่งกว่า 3 ปีขึ้นไป ส่วนที่ต่ำกว่า 3 ปี จะเปลี่ยนเป็นไม้ล้มลุก ซึ่งจะไม่ถือได้ว่าอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้นว่าพวกข้าว แล้วก็รวมหมายความว่าสิ่งที่มนุษย์ผลิตขึ้นเป็นการถาวรติดอยู่ที่ที่ดินนั้น อย่างเช่น โรงเรือน, รั้ว, กำแพง ฯลฯ ฉะนั้นสินทรัพย์อื่นๆที่มิได้ติดถาวรคงที่ดินจะไม่ถือได้ว่าอสังหาริมทรัพย์ครับผม 3.สินทรัพย์อันประกอบเป็นอันเดียวกันกับที่ดินนั้น ได้แก่ ก้อนกรวด หิน ดิน ทราย น้ำ ธาตุต่างๆบนที่ดินนั้นๆ4.ทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ อาทิเช่น เจ้าของ, สิทธิครอบครอง, ภาระจำยอม, สิทธิอาศัย, สิทธิเหนือพื้นดิน, สิทธิเก็บกิน, ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์ Matching จังหวะที่เยี่ยมที่สุดเพื่อคุณ

ที่ดินมือเปล่า-คืออะไร-และ-กฏหมายอะไรที่เกี่ยวข้อง

ที่ดินมือเปล่า เป็นอย่างไร “ที่ดิน มือเปล่า” เป็นที่ดินซึ่งไม่มีหนังสือแสดงเจ้าของในที่ดิน อาทิเช่น ไม่มีโฉนด ฯลฯ เจ้าของที่ดังที่กล่าวผ่านมาแล้วเขามีเพียงแค่สิทธิครอบครอง แม้กระนั้นถ้าหากจะซื้อที่ดินมือเปล่า จำเป็นที่จะต้องใคร่ครวญมองที่ข้อบังคับ ซึ่งจะต้องทราบว่ามีข้อตกลงอย่างไรบ้าง ในทางฎหมาย ที่ดินมือเปล่า ก็คืออสังหาริมทรัพย์ประเภทหนึ่ง การโอนที่ดินมือเปล่านั้นก็จำเป็นต้องกระทำตามข้อบังคับก็คือ จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือรวมทั้งขึ้นทะเบียนต่อหน้าต่อตาข้าราชการ ไม่เช่นนั้นนับว่าเป็นโมฆะ ฟ้องศาลบังคับคดีกันมิได้ แม้กระนั้น ศาลฎีกาท่านวิเคราะห์ว่าถึงแม้ว่าจะมิได้กระทำตามแบบ ก็เลยกลายเป็นโมฆะ แต่ว่าการการโอนที่ดินมือเปล่านั้นบริบูรณ์ เนื่องจากว่าการโอนที่ดินมือเปล่าเพียงมอบการมีไว้ในครอบครอง ตามประมวลแพ่งรวมทั้งการซื้อขาย มาตรา 1378 ก็ได้แล้ว เพราะเหตุว่าที่โต้เถียงนั้นเป็นที่ดินมือเปล่า คนขายมีเพียงแค่สิทธิครอบครอง ในเมื่อขายและจากนั้นก็จัดว่าคนขายได้สละเจตนาครองไม่ยึดมั่นที่วิวาทอีกต่อไป ก็เลยบังคับได้ จริงๆแล้วมีประมวลกฎหมาย ที่ดิน มาตรา 4 ทวิ ที่บังคับให้การโอนสิทธิครอบครองในที่ดินมือเปล่านั้น จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือรวมทั้งขึ้นทะเบียนเฉพาะหน้าข้าราชการ แม้กระนั้นในทางปฏิบัติด้วย หากแม้จะกลายเป็นโมฆะ แต่ว่าการส่งการมีไว้ในครอบครองจะบริบูรณ์หรือเปล่าจะต้องมองโดยชอบด้วยกฎหมายแพ่ง ถ้าที่ดินแปลงนั้นมีใบรับรองกระบวนการทำผลดี ก็ควรจะทำเป็นหนังสือแล้วไปขึ้นทะเบียนต่อหน้าต่อตาข้าราชการ เปลี่ยนแปลงชื่อในใบรับรอง ก็จะบันเทิงใจกว่า ดังมีตัวกฎหมาย กับศาลฎีกาที่เกี่ยวพันเหมือนตามตัวอย่างนี้ คำวินิจฉัยศาลฎีกาที่ 863/2510 ถึงแม้การค้าขายมิได้ทำเป็นหนังสือและก็ขึ้นทะเบียนต่อบุคลากรข้าราชการจะเป็นโมฆะก็ดีแล้ว แต่ว่าที่โต้เถียงเป็นที่ดินมือเปล่า คนขายมีแต่เพียงสิทธิครอบครองแค่นั้น เมื่อคนขายได้ส่งที่ทะเลาะให้คนซื้อตามสัญญาซื้อขายก็ฟังได้ว่าคนขายได้สละเจตนาครองไม่ยึดมั่นที่ทะเลาะถัดไป การมีไว้ในครอบครองของคนขายสิ้นสุดลงแล้ว คนซื้อได้รับโอนการมีไว้ในครอบครอง ย่อมได้ไปซึ่งสิทธิการมีไว้ในครอบครองที่วิวาทนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377, 1378 แล้ว คนขายจะมาฟ้องเรียกที่ทะเลาะคืนมิได้… คำตัดสินศาลฎีกาที่ 269/2511 ซื้อขายแลกเปลี่ยนที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน โดยการทำหนังสือคุ้นเคยคนขายได้รับเงินค่าที่ดินครบบริบรูณ์ และก็คนขายได้มอบการมีไว้ในครอบครองให้คนซื้อตั้งแต่วันลงนามซื้อขายแลกเปลี่ยน ถึงแม้คำสัญญามีเนื้อความว่าคนขายจะโอนกรรมสิทธิ์ให้คนซื้อด้านในระบุ 1 เดือน นับตั้งแต่วันทำข้อตกลงก็ตามเมื่อคนขายได้สละสิทธิครอบครองให้ผู้บริโภคใช้สิทธิครอบครองมาตรงเวลาเกิน 1 ปี ผู้บริโภคได้สิทธิครอบครองการที่ยังมิได้ไปลงบัญชีการค้าขายจะเป็นโมฆะหรือไม่ก็ไม่ส่งผลให้คนซื้อหมดสิทธิถือครอง คำตัดสินศาลฎีกาที่ 67/2511 ถึงแม้ว่าการจำหน่ายที่ดินที่ไม่มีหนังสือสำคัญแสดงเจ้าของที่ดินไม่ได้ทำถูกตามแบบนิติกรรมจำหน่ายอันเป็นโมฆะก็ตาม แม้กระนั้นเมื่อคนขายสละเจตนาถือครองให้ผู้บริโภคเข้าครอบครองแล้วคนซื้อย่อมได้สิทธิครอบครองตั้งแต่คนขายสละการมีไว้ในครอบครองส่วนที่ผู้บริโภคอยากที่จะให้คนขายไปโอนทางนิติกรรมอีก ก็เพื่อเป็นหลักฐานเหนียวแน่นแค่นั้นรวมทั้งกรณีแบบนี้ไม่เป็นข้อตกลงจะค้าขาย คำตัดสินศาลฎีกาที่ 2434/2528 การโอนสิทธิครอบครองเพราะมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนที่ดินที่มีใบรับรองวิธีการทำคุณประโยชน์แล้วนั้นย่อมทำเป็นโดยบริบูรณ์ ด้วยกระบวนการทำเป็นหนังสือและก็ลงบัญชีต่อบุคลากรข้าราชการตาม ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4ทวิ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ข้อ 2 ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามแบบของข้อบังคับประการ หนึ่งกับทำการโอนโดยความเป็นจริงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377,1378 อีกประการหนึ่งซึ่งไม่ต้องมีแบบการที่โจทก์ขายที่วิวาทอันเป็นที่มีน.ส.3ให้เชลยโดยการทำหนังสือสัญญาจำหน่ายคุ้นเคยและก็เชลยได้เข้าครอบครองยึดมั่นที่วิวาทภายหลังทำซื้อจาก โจทก์แล้วโดยปลูกเรือน ปลูกต้นไม้ และก็สร้างยุ้งเชลยก็เลยได้มาซึ่งสิทธิครอบครองโดยประการข้างหลัง หาต้องทำตามอย่างแบบของนิติกรรมไม่ และก็กรณีแบบนี้ไม่เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 115 คำตัดสินศาลฎีกาที่ 286/2537 เชลยซื้อที่วิวาทจากผัวโจทก์แล้วก็เข้าอยู่เสมอมา ถึงแม้ว่าการซื้อขายแลกเปลี่ยนมิได้ทำเป็นหนังสือแล้วก็ขึ้นทะเบียนต่อบุคลากรข้าราชการกลายเป็นโมฆะ แต่ว่าที่ทะเลาะเป็นที่ดินที่มีใบรับรองวิธีการทำคุณประโยชน์ย่อมโอนการมีไว้ในครอบครองให้แก่กันได้โดยสละการมีไว้ในครอบครองรวมทั้งมอบทรัพย์สินสิทธิที่ถือครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1377, 1378 เชลยก็เลยเป็นผู้มีสิทธิครองที่โต้เถียง คำวินิจฉัยศาลฎีกาที่ 6597/2542 ที่ดินวิวาทเป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิใบรับรองวิธีการทำผลดี (น.ส.3กรัม) ผู้มีชื่อในเอกสารสิทธิก็เลยมีเพียงแค่สิทธิครอบครอง ถึงแม้ว่าการซื้อขายแลกเปลี่ยนที่ดินวิวาทระหว่างโจทก์กับเชลยที่ 1 จะมิได้ขึ้นทะเบียนต่อบุคลากรข้าราชการ แต่ว่าเมื่อเชลยที่ 1 มอบการมีไว้ในครอบครองแล้วก็โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทะเลาะแล้ว การค้าขายย่อมบริบูรณ์โดยการมอบการมีไว้ในครอบครองหากลายเป็นโมฆะไม่ โจทก์ย่อมได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินโต้เถียงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1378… คำวินิจฉัยศาลฎีกาที่ 675/2550 การค้าขายที่ดินทะเลาะระหว่างโจทก์กับ มัธยม ไม่ได้ลงทะเบียนต่อบุคลากรข้าราชการ กลายเป็นโมฆะตาม เปรียญพ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง แม้กระนั้นในขณะที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนกันที่ดินทะเลาะยังเป็นที่ดินมือเปล่า มัธยม ก็เลยมีเพียงแต่สิทธิครอบครองเพียงแค่นั้น เมื่อ มัธยม มอบที่ดินวิวาทและก็โจทก์เข้าครอบครองแล้ว โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองตามมายี่ห้อ 1377 รวมทั้ง 1378 อันเป็นการได้สิทธิครอบครองมาด้วยการครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่เป็นการได้มาตามสัญญาซื้อขาย มัธยม ย่อมไม่มีหน้าที่ในทางนิติกรรมที่จะจำเป็นต้องไปขึ้นทะเบียนโอนที่ดินทะเลาะให้แก่โจทก์ โจทก์ก็เลยไม่มีอิทธิพลฟ้องขอให้บังคับเชลยซึ่งเป็นผู้สืบสกุลของ มัธยม ให้ปฏิบัติการล้มเลิกชื่อ มัธยม ออกมาจากโฉนดที่ดินโต้เถียง ค้นคำตัดสินศาลฎีกา

พื้นที่แต่ละประเภทก่อสร้างอะไรได้บ้าง

พื้นที่แต่ละจำพวกก่อสร้างอะไรได้บ้าง หลายๆท่านบางทีอาจจะรู้อยู่แล้วว่า พื้นที่ที่พวกเรารู้จักดี หรืออาศัยอยู่นั้น อยู่ในโซนสีอะไร ซึ่งแต่ละพื้นที่จะกล่าวว่ารอบๆไหนสามารถก่อสร้างอะไรได้บ้าง โดยการจัดหมวดหมู่ออกเป็นโซนสีต่างๆเพื่อมองเห็นความต่างที่แจ่มชัด ของการใช้แรงงานรวมทั้งการพัฒนาพื้นที่แต่ละที่ในอนาคต ซึ่งจะมีผลถึงการขนส่ง ภาวะการจราจร รวมทั้งราคา วันนี้สมาร์ทฟินน์ก็เลยขอชี้แนะชนิดของที่ดินแบบเข้าใจง่ายมาฝากกันจ้ะ ที่ดินชนิดที่อยู่ที่อาศัย แบ่งได้เป็น 3 โซนหมายถึงที่ดินที่มีผู้อาศัยหนาแน่นน้อย (โซนสีเหลือง) มีรหัสควบคุมที่ดินเป็นย.1-ย.4 สามารถก่อสร้างบ้านคนเดียว ทาวน์เฮ้าส์ คอนโดขนาดเล็กรวมทั้งขนาดกึ่งกลางได้ ซึ่งอยู่ภายในเขตพื้นที่นอกเมือง แม้กระนั้นจะมีบริการของระบบคมนาคมมวลชน เป็นต้นว่า เขตสายไหม เขตสะพานสูง เขตบ่อน้ำกุ่ม ฯลฯ ที่ดินที่มีผู้อาศัยหนาแน่นปานกลาง (โซนสีส้ม) มีรหัสควบคุมที่ดินหมายถึงย.5-ย.7 สามารถสร้างที่อยู่ที่อาศัยได้ทุกแบบอย่าง อาทิเช่น บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ คอนโด อพาร์ทเม้นท์ บังกะโล อาคารสำนักงานให้เช่า ฯลฯ แล้วก็สบายกับระบบคมนาคมมวลชน อย่างเช่น เขตจอมทองคำ เขตพระโขนง เขตจตุจักร ฯลฯ ที่ดินที่มีผู้อาศัยหนาแน่นมากมาย (โซนสีน้ำตาล) มีรหัสดูแลที่ดินเป็นย.8 –ย.10 ซึ่งอยู่รอบๆของเมืองชั้นใน เป็นรอยต่อกับเขตพาณิชยกรรมศูนย์กลางเมือง ทั้งยังยังอยู่ในเขตให้บริการของขนส่งมวลชน เป็นที่ดินซึ่งมีมูลค่าสูง ด้วยทำเล ก็เลยมักมองเห็นการใช้คุณประโยชน์ที่ดินเพื่อปรับปรุงแผนการพักอาศัยในแนวดิ่ง อย่างคอนโดมิเนียมต่างๆบริเวณแกนกลางเมือง ฯลฯ ยกตัวอย่างเช่น เขตบางซื่อ เขตสาทร เขตวัฒนา ฯลฯ ที่ดินชนิดพาณิชยกรรม (โซนสีแดง) มีรหัสดูแลที่ดินหมายถึงพ.1-พ.5 ในส่วนของที่ดิน พ.4 ให้ความใส่ใจเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจ สามารถสร้างที่พักที่อาศัยได้แล้วก็มีข้อกำหนดน้อยกว่าที่ดินสีอื่น เป็นย่านธุรกิจกิจการค้าขนาดใหญ่ที่คนสามัญสามารถเข้ามาใช้บริการได้สบาย ตัวอย่างเช่น เซ็นทรัลพระราม 2 เซ็นทรัลรามอินทรา ทวีปเอเชียครั้งค ฯลฯ ที่ดินจำพวกอุตสาหกรรม (โซนสีม่วง) มีรหัสควบคุมเป็นอำเภอ1-อำเภอ2 เป็นนิคมอุตสาหกรรมเพื่อการสร้างรวมทั้งการส่งออกผลิตภัณฑ์ เป็นต้นว่า เขตบางขุนเทียน ฯลฯ ที่ดินชนิดคลังที่มีไว้เก็บสินค้า (โซนสีเม็ดมะปราง) มีรหัสดูแลหมายถึงอำเภอ3 เป็นอุตสาหกรรมที่อยู่ในลักษณะของคลังเก็บสินค้า ที่ดินชนิดนี้สามารถสร้างที่พักอาศัยได้ บ้านเดี่ยว หอ คอนโดขนาดเล็ก แม้กระนั้นไม่อาจจะสร้างอาคารสูง ห้องชุด ขนาดใหญ่ได้ ดังเช่นว่า เขตลาดกระบัง ฯลฯ ที่ดินชนิดบ้านนอกรวมทั้งทำการเกษตร ที่ดินที่เกิดขึ้นจากการอนุรักษ์และรักษาบ้านนอกและก็ทำการเกษตร กรอบสีขาวรวมทั้งเส้นเฉียงสีเขียว มีรหัสควบคุมที่ดินเป็นกรัม1-กรัม3 หรือแสดงเป็นหลักที่สีเขียว มีรหัสควบคุมที่ดินเป็นกรัม4 แล้วก็ กรัม5 เป็นหลักที่สงวนทำการเกษตร ย้ำรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนมาก สามารถก่อสร้างบ้านคู่แฝด ห้องแถว หรือเรือนแถวได้ แต่ว่าไม่เกินปริมาณร้อยละ5% ดังเช่น เขตคลองสามวา เขตมีนบุรี ฯลฯ นอกเหนือจากนั้นอีกจุดหมายของที่ดินจำพวกนี้เป็นการเป็นกันชนระหว่างจังหวัดกรุงเทพมหานคร แล้วก็ชนบท ทั้งยังยังมีบทบาทรองรับน้ำให้กับจังหวัดกรุงเทพอีกด้วย ที่ดินชนิดสงวนและก็ผลักดันศิลปวัฒนธรรม (โซนสีน้ำตาลอ่อน) มีรหัสควบคุมที่ดินหมายถึงศาสตราจารย์1 และก็ ศาสตราจารย์2 เป็นแหล่งสงวนศิลปวัฒนธรรมต่างๆของไทย รวมทั้งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจให้กับประเทศ ตัวอย่างเช่น เขตดุสิต เขตนครหลวง ฯลฯ ที่ดินชนิดของหน่วยงานภาครัฐรวมทั้งราชการ (โซนสีน้ำเงิน) เกี่ยวกับสาธารณูปโภคเพื่อก่อกำเนิดผลดีกับสามัญชน ทั้งยังสถานศึกษา วัด โรงหมอ หรือสถานที่ราชการต่างๆซึ่งมีอยู่ในทุกเขต แต่ว่าเขตที่มีมากสุดหมายถึงเขตสัตตบุษย์วัน เขตลำคลองเตย เขตราชเทวี ฯลฯ จากบทความที่กล่าวมานั้น ได้ชี้แจงรูปแบบของพื้นที่ในแต่ละชนิดไว้คล่าวๆถ้าเกิดคุณอยากได้ซื้อเพื่อการลงทุนในอนาคต หรือมีธุรกิจที่คิดแผนว่าจะทำ สามารถวิเคราะห์พื้นที่สมควรก่อน

วิธีการลดภาษีจากการปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์

การปลดปล่อยเงินให้คนอื่นๆเช่า “ค่าใช้จ่ายในการเช่านั้นนับว่าเป็นรายได้ต้นแบบหนึ่ง ผู้ให้เช่าหรือผู้ครอบครองทรัพย์สมบัติ จำต้องเสียภาษีอากร” แม้กระนั้นในด้านปฏิบัติ ผู้ให้เช่าชอบไม่แสดงรายได้ที่ตรงนี้ต่อสรรพแขน หรือทำข้อตกลงค่าใช้จ่ายในการเช่าราคาต่ำต่อข้อเท็จจริง แต่ว่าพวกเราควรจะทำให้มันถูก แล้วก็มันเป็นสิทธิของพวกเราโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะปฏิบัติได้นะครับ ภาษีที่จำเป็นต้องเสียจากการนี้มี 2 ชนิดเป็น ภาษีรายได้บุคคลปกติ ภาษีโรงเรือน ภาษีรายได้บุคคลปกติ แนวทางคำนวณรายได้สุทธิก็คือ รายได้จากค่าใช้จ่ายสำหรับเช่ารวมกัน และก็ หักค่าครองชีพได้ 2 แนวทาง 1.หักรายจ่ายแบบเหมา (ไม่ต้องมีหลักฐานค่าครองชีพ) กรณีนี้ข้อบังคับระบุอัตราหักค่าใช้สอยสูงสุดอยู่ที่ 30 % ของรายได้ 2.หักตามจริง กรณีนี้มีความหมายว่า พวกเราจะต้องเก็บหลักฐานค่าครองชีพไว้ครบ ส่วนจะเลือกแบบไหน จำเป็นต้องพินิจพิจารณาคำนวณมองว่า ที่ไหนจะอดออมได้มากกว่ากันรวมทั้ง ” ไม่มีความจำเป็นที่ต้องเช่นกันทุกปี ” ภาษีโรงเรือน ข้อบังคับกำหนดให้ผู้ให้เช่าจำเป็นต้องเสียภาษีอากรในอัตรา ปริมาณร้อยละ 12.5 ต่อปี จากยอดรายได้ (หรือประเมินมูลค่าเช่าของพวกเรา 1เดือนครึ่ง) โดยมากผู้ให้เช่าจะผลักภาระหน้าที่ภาษีโรงเรือนนี้ให้ผู้เช่าเป็นผู้จะรับผิดชอบ ก็อยู่ที่ตกลง ใจความสำคัญเป็นจะต้องจ่ายสรรพากรเขาครับผม ไม่จ่ายมิได้ ครั้งนี้ในเมื่อภาษีมันสูงขนาดนี้ ต่างก็รู้จักแนวทางคิดแผน เพื่อลดภาระหน้าที่ดังต่อไปนี้ 1.แยกสัญญาเช่าเป็นหลายหมวด จากสัญญาเช่าบ้านฉบับเดียว เดือนละ 20,000 บาท ก็บางครั้งก็อาจจะแบ่งเป็น สัญญาเช่าบ้านเดือนละ 10,000 บาท และก็สัญญาเช่าเครื่องเรือน เดือนละ 10,000 บาทอีกหนึ่งฉบับ หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีคำสัญญาชนิดอื่นอีก ตัวอย่างเช่นคำสัญญาค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าบริการ ฯลฯ เนื่องจากภาษีโรงเรือนจะคำนวณจากส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเช่าบ้านของพวกเราเพียงแค่นั้น แม้กระนั้นการจำแนกแยกแยะข้อตกลงก็จำต้องทำอยู่ภายใต้เหตุรวมทั้งผลครับผม ไม่ใช่ต้องการจะแยกสัญญาเช่าออกมากไม่น้อยเลยทีเดียว เพื่อค่าใช้จ่ายสำหรับเช่าบ้านเหลือมูลค่าน้อยเกินความจริง 2.เขียนสิทธิเก็บกิน “สิทธิเก็บกิน” เป็นทรัพยสิทธิ แปลว่าผู้ครอบครองเจ้าของในอสังหาริมทรัพย์ ได้เขียน “สิทธิเก็บกิน” ให้แก่บุคคลอื่น ซึ่งจะก่อให้สิทธิ์ทุกสิ่งทุกอย่างในอสังหาริมทรัพย์นั้นๆละเว้นวิธีขาย หรือโอนกรรมสิทธิ์ กลายเป็นสิทธิ์ของผู้ทรงสิทธิ์นั้น ด้วยเหตุดังกล่าวกรณีปลดปล่อยอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ผู้เช่าก็เลยจำต้องทำข้อตกลงกับผู้ทรงสิทธิ์ ไม่ใช่ผู้ครอบครองอีกต่อไป และก็รายได้จากค่าใช้จ่ายสำหรับเช่าที่ได้รับมา ก็จะถือได้ว่ารายได้ของผู้ทรงสิทธิ์เก็บกิน ไม่ใช่รายได้ของเจ้าของที่อีกต่อไป การเขียน “สิทธิ์เก็บกิน” เหมาะกับเจ้าของที่มีอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าไม่น้อยเลยทีเดียวทำให้มีภาระหน้าที่สำหรับเพื่อการเสียภาษีอากรแบบอัตรารุ่งเรืองสูง เพื่อแบ่งเบาภาระภาษี ผู้กระทำระจายรายได้เพื่อการเสียภาษีอากร ไปยังคนอื่นที่เสียภาษีอากรในอัตราที่ต่ำกว่า โดยส่วนมากก็จะเขียนสิทธิดังที่กล่าวถึงมาแล้วให้แก่ลูก หรือญาติสนิทกันจริงๆเมื่อลูกเป็นผู้ทรงสิทธิแล้ว สัญญาเช่าจำเป็นที่จะต้องทำในชื่อของลูกในฐานะผู้ให้เช่า รายได้ที่ตรงนี้ก็จะเป็นของลูกไป ส่วนการเขียนทะเบียนสิทธิเก็บกินให้เอ็งคู่รักที่ถูกกฎหมาย มิได้ช่วยเรื่องภาษี เพราะว่ารายได้จากค่าใช้จ่ายสำหรับเช่าของคู่แต่งงานจำเป็นต้องเอามารวมยื่นเสียภาษีอากรด้วยกัน ตามประมวลรัษฎากร การเขียน “สิทธิเก็บกิน” มีอยู่ร่วมกัน 3 แบบ 1.การเขียนสิทธิเก็บกินแบบมีระบุช่วงเวลา จะกำหนดช้านานเท่าไรก็ได้ แต่ว่าจำต้องไม่เกิน 30 ปี ถ้าเกิดเกินข้อบังคับให้น้อยลงมาเหลือ 30 ปี 2.การเขียนทะเบียนในลักษณะไม่มีตั้งเวลา หรือเขียนชั่วชีวิตผู้ทรงสิทธิ 3.การเขียนสิทธิเก็บกินให้ แบบมีเงื่อนไขเป็นผู้บริจาคสิทธิเก็บกินมีสิทธิบอกยกเลิกสิทธิเก็บกินเมื่อใดก็ได้ ซึ่งการกำหนดข้อตกลงอย่างงี้ สามารถทำเป็นทั้งยังการเขียนแบบมีระบุช่วงเวลา แล้วก็เขียนแบบไม่มีระบุช่วงเวลา การเขียนทะเบียน “สิทธิ์เก็บกิน” นั้น จะต้องไปลงทะเบียนกันที่ที่ทำการที่ดินก็เป็นสิทธิของพวกเราโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งสามารถควรกระทำได้ โดยไม่ต้องหลบหรือทำอะไรที่มันซุ่มมีความเสี่ยงต่อการกระทำผิดข้อบังคับ

อสังหา-เพื่อ-อยู่อาศัย-หรือ-ลงทุน

อสังหาฯ เพื่อ “พักอาศัย” หรือ “ลงทุน” เมื่อมนุษย์เราจะซื้ออสังหาริมทรัพย์สักหนึ่งที่ไม่ว่าจะเป็น บ้าน คอนโด หรือที่ดินสักที่ จุดหมายสำหรับเพื่อการซื้อก็คงจะไม่พ้น 2 อย่างเป็นเพื่ออาศัย หรือ เพื่อลงทุน ซึ่งทั้งคู่แบบงี้ก็มีจุดที่ราวกับและก็ไม่เหมือนกันหลายประเด็น ไม่ว่าจะลงทุนเพื่อหวังปลดปล่อยให้คนอื่นๆเช่าต่อ หรือหวังขายเพื่อได้กำไรก็ตาม ด้านความคล้ายคลึง ก็จะเกิดเรื่องทำเลที่ตั้งจะต้องสบาย ตอบปัญหาชีวิตประจำวัน มีระบบระเบียบขนส่งมวลชนรวมทั้งประสิทธิภาพของที่พักที่อาศัย สิ่งแวดล้อม ส่วนความแตกต่างเป็น หากพวกเราซื้อเพื่ออาศัยก็จำเป็นต้องมองว่า พวกเราอยากได้แบบใด บางบุคคลย้ำ ใกล้ขนส่งมวลชน แม้กระนั้นบางบุคคลเน้นย้ำความเงียบ แล้วก็อากาศดี กลุ่มนี้ฯลฯแต่ว่าหากคิดจะซื้อเพื่อการลงทุน ทุกต้นเหตุที่กล่าวมา จำเป็นต้องเน้นย้ำให้ผ่านในทุกข้อ แม้ว่าจะไม่มีข้อไหนเด่นขึ้นมาเป็นพิเศษ แต่ เมื่อรวมกันแล้ว จะต้องคุ้มเมื่อเทียบกับราคา การซื้อเพื่อลงทุน จำเป็นที่จะต้องศึกษาเล่าเรียนให้ถี่ถ้วน ควรจะตรวจสอบคู่ต่อสู้ใกล้เคียงให้ครบทุกแผนการ แล้วก็ศึกษาเล่าเรียนทุกด้าน รวมทั้งราคา เพื่อเปรียบข้อเด่นรวมทั้งเสียเปรียบในแต่ละแผนการ การซื้อโดยใช้เงินสดหรือการซื้อโดยใช้เงินกู้ยืม ก็เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่สำคัญ ตัวอย่างเช่น การซื้อเพื่อพักอาศัยเองนั้น จะไม่มีกระแสการเงินสดอะไรก็แล้วแต่กลับมาเลย ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยก็เลยมานะใช้เงินสดสูงที่สุดเท่าที่จะจัดได้ เพื่อลดภาระหน้าที่ดอกให้มากมาย แม้กระนั้นการซื้อเพื่อการลงทุนนั้น สามารถสร้างจำนวนเงินกลับมาได้ ตัวอย่างเช่น การปลดปล่อยเช่า คนไม่ใช่น้อยก็เลยนิยมกู้หนี้ยืมสินจากแบงค์มา เพื่อการลงทุนแนวนี้ เพราะเหตุว่าเหมือนมีผู้เช่ามาช่วยจ่ายดอกผ่อนแบงค์ให้ ดังนี้ก็จำเป็นต้องมองทำเลที่ตั้ง และก็ที่ตั้งโครงงาน ว่ามีความต้องการสูงหรือเปล่า จะมีความคิดเห็นว่ายังไงก็จำต้องเรียนและก็ใช้เวลาเดินทางไปตรวจสถานที่ เพื่อเทียบข้อมูลหลายโครงงาน ซึ่งการลงทุนเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น อันที่จริงแล้วมีหลายแบบร่วมกัน วันนี้ สมาร์ทฟินน์ ขอชี้แนะการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ระยะสั้นในต้นแบบซื้อฝาก-ขายฝาก โดยส่งผลทดแทน 9 – 12% ต่อปี แล้วก็มีอสังหาริมทรัพย์ ค่าสูงรับประกัน ทำให้เห็นผลทดแทนสูงแล้วก็สร้างความปลอดภัยสำหรับเพื่อการลงทุน โดยนักลงทุนได้ครอบครองโฉนดของอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ

ไม่จ่ายค่าเช่า-เจ้าของบ้าน-ขนของผู้เช่าออก-จะผิดหรือไม่

ไม่จ่ายค่าเช่า เจ้าของบ้าน ขนย้ายผู้เช่าออก จะไม่ถูกหรือเปล่า กรณีถ้าหากผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า หรือไม่ทำตามสัญญาเช่า เจ้าของบ้านแงะประตู ขนย้ายผู้เช่าออก จะไม่ถูกฐาน “ล่วงล้ำ” หรือเปล่า มี 2 กรณีขอรับ ขึ้นกับสัญญาเช่า ถ้าหากสัญญาเช่าเจาะจงไว้ว่า ดังเช่น “ถ้าเกิดผู้เช่าไม่ชำระค่าเช่าตามที่กำหนด หรือกระทำผิดคำสัญญาข้อใดข้อหนึ่ง ผู้ให้เช่าสามารถเข้าครอบครองสถานที่ให้เช่า, ใส่กุญแจประตูสถานที่ให้เช่า, หรือ สามารถขนเงินของผู้เช่า ออกมาจากสถานที่เช่าได้โดยทันที โดยไม่จะต้องบอกให้ทราบ” ฯลฯ อย่างงี้ทำเป็นครับผม ไม่ผิดละเมิดนะครับ แต่ว่าถ้าเกิดไม่มีใจความรูปแบบนี้ในคำสัญญา ทำไม่ได้จัดว่ามีความผิดฐานล่วงล้ำนะครับ จะมองเห็นได้ว่าถ้าเกิดในฐานะผู้ให้เช่า ในสัญญาเช่า ควรจะมีใจความที่เจาะจงมอบอำนาจทำการได้ตามคำสัญญา ซึ่งธรรมดามักจำเป็นต้องร่างหรือเขียนเพิ่มเป็นพิเศษขอรับ โดยเหตุนั้นหากท่านเป็นเจ้าของ จะปลดปล่อยเช่าห้อง ปลดปล่อยเช่าห้อง อย่าลืมร่างสัญญาข้อนี้เสริมเติมไว้ภายในสัญญาเช่าด้วยครับ…

การครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ

การมีไว้ในครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของฝรั่ง โดยหลักทั่วๆไปแล้ว ฝรั่งไม่สามารถที่จะมีสิทธิ์ในที่ดินในประเทศไทยได้ แม้กระนั้นก็มีข้องดเว้นโดยชอบด้วยกฎหมายที่ดินมาตรา 96 ทวิ ที่เจาะจงไว้ว่า บทบัญญัติเกี่ยวกับคนต่างด้าวจะได้มาซึ่งที่ดินโดย อาศัยบทอนุสัญญาตามมายี่ห้อ 86 วรรคหนึ่ง ไม่ให้ใช้บังคับกับคน ต่างประเทศซึ่งได้นำเงินมาลงทุนตามปริมาณที่ระบุในกฎกระทรวง ซึ่งจะต้องไม่ต่ำลงมากยิ่งกว่าสี่สิบล้านบาท โดยให้ได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่ อาศัยได้ไม่เกินหนึ่งไร่ แล้วก็จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี… แต่ว่าในด้านปฏิบัติยากถึงยากมากมายขอรับ ด้วยเหตุนี้ธรรมดาที่ทำกันก็คือใช้ฝรั่งตั้งขึ้นบริษัทขึ้นมาโดยให้มีชาวไทยมีหุ้นส่วนมากยิ่งกว่า 50 % และก็เอาบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นมานั้นซื้อที่ดิน หรือลงนามเช่าระยะยาว 30 ปี ต่อได้อีก 30 ปีส่วนตัวแล้วผมก็เลยชี้แนะคนต่างประเทศที่อยากซื้อที่ดินในประเทศไทยให้ลงนามเช่าระยะยาวมากยิ่งกว่า เนื่องจากว่าไม่ยุ่งยาก เพียงแค่ทำเป็นหนังสือแล้วก็ไปลงทะเบียนการเช่าต่อหน้าต่อตาข้าราชการ (เช่ามากยิ่งกว่า 3 ปี) ก็เป็นอันเป็นระเบียบแล้ว และก็ในสัญญาเช่าพวกเราสามารถกำหนดข้อสัญญาต่างๆตามตกลงกันได้ มันไม่สุ่มมมีความเสี่ยงต่อการเช็ดกเอารัดเอาเปรียบเลย ในกรณีของคอนโดฯ คนต่างประเทศสามารถเป็นเจ้าของได้ โดยรูปร่างของข้อบังคับตามพ.ร.บ.ห้องชุด (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช2551 มาตรา 19 ทวิ ข้อบังคับว่า”คอนโดมิเนียมแต่ละคอนโดมิเนียมจะมีคนต่างด้าวหรือนิติบุคคลจากที่กำหนดเอาไว้ในมาตรา 19 ครอบครองในห้องพักได้ เมื่อรวมกันแล้วจำต้องไม่เกินอัตราร้อยละสี่สิบเก้าของพื้นที่ของห้องเช่าทั้งผองในห้องชุดนั้น หมายความว่าปริมาณร้อยละ 49 ของพื้นที่ ได้แก่ หากคอนโดของพวกเราสร้างห้องไว้ 100 ห้อง เต็มพื้นที่ อย่างงี้หมายความพวกเราจะสามารถขายห้องให้แก่คนต่างประเทศ 49 ห้อง แม้กระนั้นดังนี้เป็นไปตามรูปร่างของพื้นที่ทั้งหมดทั้งปวงของคอนโดมิเนียมนั้นๆปริมาณแฟลตซึ่งสามารถขายให้แก่คนประเทศอื่นได้ก็จะผันไปตามจำนวนพื้นที่ขอรับ

ตรวจสอบที่ดินอย่างไรให้เป็นมืออาชีพ

สำรวจที่ดินยังไงให้เป็นมือโปร โฉนดที่ดิน พวกเราควรจะพิจารณาบนเอกสารว่าเป็น โฉนดที่ดินจริงๆไม่ใช่เพียงแค่เอกสารแสดงสิทธิ์ในที่ดิน ผู้คนจำนวนมากบางทีอาจไม่เคยทราบมาก่อนว่าตามที่เป็นจริงแล้ว โฉนดที่ดิน (นางสาว ๔) เป็นชนิดหนึ่งในเอกสารแสดงสิทธิ์เพียงแค่นั้น แล้วก็เป็นเอกสารซึ่งสามารถค้าขาย หรือโอนกรรมสิทธิ์ได้อย่างแม่นยำโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเอกสารอื่นๆยังไม่ใช่เอกสารที่นับว่าเป็นเจ้าของของผู้ถือโดยบริบูรณ์ (อ่านเสริมเติม… โฉนดที่ดินเป็นยังไง) ตรวจตราข้อมูลที่ดินบนหน้าโฉนด บนหน้าโฉนดจะมีข้อมูลต่างๆของพื้นที่นั้นอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นเลขที่ดิน ระวาง หน้าตรวจ ตำบล อำเภอ จังหวัด ขนาดพื้นที่ แล้วก็ผู้ครอบครอง โดยพื้นฐาน แม้พวกเราพึงพอใจที่ดินที่นั้น ให้พวกเราขอดูโฉนดเพื่อนำเลขที่โฉนด ไปค้นหาพื้นฐานจากเว็บกรมที่ดิน เพื่อมองเห็นข้อมูลของพื้นที่นั้น ขนาดที่ดินที่โล่งแจ้งขายแล้วก็ขนาดที่วัดจริงตรงกันไหม ในบางครั้งพวกเราไม่อาจจะทราบได้จากการกะราวๆทางสายตาว่าพื้นที่กลุ่มนี้ครบจากที่แจ้งในโฉนดที่ดินใช่หรือไม่ โดยเหตุนี้ควรจะให้ผู้ที่มีความชำนาญมาวัดพื้นที่ก่อนอีกรอบ เพื่อการันตีว่าขนาดครบบริบรูณ์ตามเอกสารที่โล่งแจ้งต่อกันไว้ ในเรื่องที่มาเจอคราวหลังว่าเป็นหลักที่ของตน จะมีผลกระทบที่ตามมาอีกหลายสิ่งหลายอย่างซึ่งจะต้องฟ้องร้องคดีกันตามกฎหมายรวมทั้งฟ้องร้องคดี ก็เลยจำเป็นต้องใช้ทั้งยังเวลาแล้วก็ทรัพย์สิน ในการเรียกร้องสิทธิ์คืน ปัจจุบันนี้มีแอปพลิเคชั่นที่ช่วยวัดขนาดพื้นที่ ตัวอย่างเช่น แอป MapMeasure (รองรับทั้งยัง Android, iOS) โดยการทำการประมาณจากระบบ GPS จาก Google maps รวมทั้งประเมินผลเป็นขนาดจริงของพื้นที่จริง ตรวจทานจำพวกของที่ดิน จากข้อมูลในโฉนดจะมิได้มีแจ้งละเอียดระดับที่ดินนี้เป็นที่ชุมชนหรือเปล่า เป็นที่ตาบอดหรือไม่ อยู่ในเขตสงวนหรือสวนไหม มีบางครั้งที่ผู้ถือสิทธิ์ที่ดินมิได้รู้ชนิดของที่ดินผืนนั้น ถ้าหากประยุกต์ใช้ไม่ถูกจำพวกบางทีอาจจำต้องปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตามข้อจำกัด วิเคราะห์เช็คข้อมูลที่กรมที่ดิน ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญด้วยเหตุว่าเป็นการนำสิ่งที่พวกเราได้พิจารณากันพื้นฐานในข้อที่ 1-4 มาสำรวจจริงกับทางข้าราชการในกรมที่ดินอีกรอบ เพื่อวิเคราะห์ความถูกต้องแน่ใจก่อนกระทำซื้อ-ขาย แล้วก็ตรวจตราเพิ่มเติมอีกว่าพื้นที่นั้นมีปัญหาอื่นๆแฝงไหม รวมทั้งเอกสารและก็ที่ดินที่ไปดูจริงตรงกันใช่หรือไม่ ตรวจตราลักษณะ แล้วก็สิ่งแวดล้อมของที่ดิน โดยชอบด้วยกฎหมายทั่วๆไปจะมีการระบุว่าพื้นที่ใดสามารถสร้างอะไรได้ หรือเปล่าได้ ใช้ประโยชน์ที่ดินในด้านใดได้บ้าง ตรงตามสิ่งที่จำเป็นที่จะใช้สอยของพวกเราไหม เลือกเพื่อเป็นที่พักที่อาศัย ทำธุรกิจ หรืออุตสาหกรรมก็ตามที สิ่งพวกนี้เป็นข้อควรจะรู้พื้นฐาน เพราะว่าถ้าหากซื้อที่ดินไปแล้วประยุกต์ใช้ไม่ถูกชนิด บางทีอาจจำเป็นต้องปรับแต่งให้เป็นไปตามข้อจำกัดของสิทธิ์ จะต้องเสียอีกทั้งเวลาและก็สมบัติพัสถาน เพราะฉะนั้นควรจะเช็คเนื้อหาที่ดินก่อนวินิจฉัยจำหน่าย หรือขอดูเล่มประเมินซึ่งทำโดยบริษัทฯ ที่น่าไว้ใจ (หากมี) เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของตัวท่านเอง