โฉนดที่ดินคืออะไร

โฉนดที่ดินเป็นอย่างไร ? โฉนดที่ดิน หรือ นางสาว๔จังหวัดเป็นเอกสารชนิดหนึ่งในเอกสารแสดงสิทธิที่ดิน ออกโดยกรมที่ดิน จะมีเลขที่โฉนด ที่ตั้ง ลักษณะ เนื้อหาของที่ดิน และก็เรื่องราวผู้ครอบครอง ที่ดินแต่ละที่นั้นจะมีเอกสารแสดงสิทธิที่ดินแตกต่างตามการใช้คุณประโยชน์ มีเอกสารแสดงสิทธิจำพวกต่างๆดังต่อไปนี้ หนังสือแสดงเจ้าของห้องเช่า (อำเภอช. ๒)หมายถึงเอกสารแสดงเจ้าของในอสังหาริมทรัพย์ชนิดห้องชุด (ห้องชุด) จะมีเนื้อหาเหมือนโฉนดที่ดินเป็นต้นว่า พื้นที่ของห้องชุด ชั้นที่แฟลตตั้งอยู่ ขนาดพื้นที่ รวมถึงสิทธิต่อเงินศูนย์กลาง ใบจอง (นางสาว๒)หมายถึงใบจองสำหรับการทำประโยชน์ในที่ดินชั่วครั้งคราว โดยชอบด้วยกฎหมายขอกรมที่ดิน ไม่อาจจะโอนให้แก่คนอื่นๆ นอกจากแม้กระนั้นจะสืบทอดจำต้องทำประโยชน์ในที่ดินขั้นต่ำปริมาณร้อยละ 75 ในเวลา 3 ปี เมื่อถึงกำหนดก็เลยสามารถออกใบรับรองแนวทางการทำผลดี (นางสาว๓, นางสาว๓ กรัม หรือ นางสาว๓ ข.) โฉนดที่ดิน หรือ นางสาว๔จังหวัดหมายถึงหนังสือสำคัญแสดงสิทธิ์ในที่ดิน รวมทั้งโฉนดแผนที่ โฉนดยี่ห้อจอง แล้วก็ยี่ห้อจองที่ว่า “ได้ทำประโยชน์แล้ว” (ข้อบังคับเก่า) คนที่เป็นเจ้าของที่ดินจัดว่ามีสิทธิ์ในที่ดินอย่างสมบูรณ์ สำหรับในการใช้ประโยชน์ ขาย ขวางไม่ให้ผู้ใดกันแน่เข้ามาเกี่ยวกับเงินทองโดยไม่ถูกต้องด้วยกฏหมาย ประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากการมีไว้ในครอบครองโฉนดที่ดินเป็นมีหลักทรัพย์ที่มีมูลค่า สามารถประยุกต์ใช้เพื่อคุณประโยชน์อื่นได้ ยกตัวอย่างเช่น แนวทางการขายฝาก เพื่อนำเงินที่ได้จากแนวทางการขายฝาก ไปใช้ประโยชน์หรือทุนหมุนเวียนสำหรับเพื่อการทำธุรกิจบนพื้นที่นั้นได้มากเพิ่มขึ้น สามารถศึกษาเล่าเรียนวิธีขายฝากที่ดินถึงที่เหมาะนี่

ไม่จ่ายค่าเช่า-เจ้าของบ้าน-ขนของผู้เช่าออก-จะผิดหรือไม่

ไม่จ่ายค่าเช่า เจ้าของบ้าน ขนย้ายผู้เช่าออก จะไม่ถูกหรือเปล่า กรณีถ้าหากผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า หรือไม่ทำตามสัญญาเช่า เจ้าของบ้านแงะประตู ขนย้ายผู้เช่าออก จะไม่ถูกฐาน “ล่วงล้ำ” หรือเปล่า มี 2 กรณีขอรับ ขึ้นกับสัญญาเช่า ถ้าหากสัญญาเช่าเจาะจงไว้ว่า ดังเช่น “ถ้าเกิดผู้เช่าไม่ชำระค่าเช่าตามที่กำหนด หรือกระทำผิดคำสัญญาข้อใดข้อหนึ่ง ผู้ให้เช่าสามารถเข้าครอบครองสถานที่ให้เช่า, ใส่กุญแจประตูสถานที่ให้เช่า, หรือ สามารถขนเงินของผู้เช่า ออกมาจากสถานที่เช่าได้โดยทันที โดยไม่จะต้องบอกให้ทราบ” ฯลฯ อย่างงี้ทำเป็นครับผม ไม่ผิดละเมิดนะครับ แต่ว่าถ้าเกิดไม่มีใจความรูปแบบนี้ในคำสัญญา ทำไม่ได้จัดว่ามีความผิดฐานล่วงล้ำนะครับ จะมองเห็นได้ว่าถ้าเกิดในฐานะผู้ให้เช่า ในสัญญาเช่า ควรจะมีใจความที่เจาะจงมอบอำนาจทำการได้ตามคำสัญญา ซึ่งธรรมดามักจำเป็นต้องร่างหรือเขียนเพิ่มเป็นพิเศษขอรับ โดยเหตุนั้นหากท่านเป็นเจ้าของ จะปลดปล่อยเช่าห้อง ปลดปล่อยเช่าห้อง อย่าลืมร่างสัญญาข้อนี้เสริมเติมไว้ภายในสัญญาเช่าด้วยครับ…

การเขียนป้ายประกาศการขายอสังหาริมทรัพย์ให้ได้ผล

ด้วยเหตุว่าเมื่อได้สมบัติพัสถานมาแล้ว ต้องการจะขายทำเงิน ยุคนี้มีวิถีทางมากนะครับที่จะประกาศ วิถีทางทาง Internet เป็นวิถีทางที่ง่าย สบาย และก็เร็วไวที่สุด แม้กระนั้นป้ายยังคงมีความจำเป็นต่อการรับทราบของคนเราอยู่ ป้ายปิดประกาศของพวกเราจะต้องมีเนื้อความอะไรบ้าง จะขาย หรือ จะเช่า ขายอะไร หรือ เช่าอะไร คุณลักษณะของทรัพย์สิน เบอร์ติดต่อ จำเป็นต้องชัดแจ้ง ปิดป้ายเช่นไร ให้เห็นผล ข้อมูลชัด อ่านง่าย รู้เรื่องเร็ว จำต้องติดให้อยู่ในระดับสายตา ติดให้เหมาะสม ถูกทาง เป็นเว้นแต่หน้าบ้านที่จะขายแล้ว ควรจำเป็นต้องไปขึ้นป้ายตามแหล่งชุมชนในบริเวณนั้นด้วย แม้เอาบ้านที่จะขายเป็นศูนย์กลาง รัศมี 3 – 5 กม. รอบๆนั้นต้องมีป้ายสำหรับประกาศขายบ้านของพวกเราให้มองเห็น หมั่นตรวจตราเพราะป้ายพวกเรา ยังอยู่ที่เดิมหรือเปล่า หากทำป้าย รวมทั้งติดต่อออกไปได้ครบบริบรูณ์ทั้งปวงที่กล่าวมานี้ มั่นใจว่าไม่นานอสังหาฯของท่านควรจะมีคนติดต่อมาแน่ๆไม่ช้าไม่นานนี้ครับผม

การขายฝาก-vs-การฝากขาย

วิธีขายฝาก VS การฝากขาย ฟังมองอาจมีความเหมือน ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยงงงวยกับสองคำนี้ ระหว่าง “ขายฝาก” กับ “ฝากขาย” ว่าแบบเดียวกันไหม ซึ่งจริงแล้วทั้งคู่คำความหมายไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง ความไม่เหมือนของทั้งคู่คำ วิธีขายฝาก นับว่าเป็นสัญญาซื้อขายชนิดหนึ่ง ซึ่งวิธีขายฝากอสังหาริมทรัพย์นั้น คนขายฝากจะนำสินทรัพย์มาเป็นหลักสมบัติพัสถานรับประกัน มีการทำนิติกรรมซื้อฝาก-ขายฝากเฉพาะหน้าเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน ซึ่งเจ้าของในเงินจะเป็นของคนรับซื้อฝากเมื่อกระทำการลงบัญชีฯ คนขายฝากสามารถนำเงินมาไถ่คืนเงินคืนได้ในช่วงเวลาที่ระบุ ส่วนคนรับซื้อฝากจะได้รับผลตอบแทนเป็นดอก แล้วก็ได้รับเงินลงทุนคืนเมื่อมีการไถ่คืน การฝากขาย นั้นสื่อความหมายตรงๆตัวหมายถึงผู้ฝากขาย นำเงินของตัวเองไปฝากให้ผู้แทนคนกลาง , โบรกเกอร์ ช่วยกระทำการประชาสัมพันธ์,โปรโมทขายเงินให้กับผู้ครอบครองสินทรัพย์ ช่วยให้ขายได้ง่ายแล้วก็เร็วมากขึ้น ซึ่งเจ้าของในเงินจะถูกโอนก็เมื่อมีการขายเงินได้จริง ความไม่เหมือนระหว่าง“ขายฝาก” และก็ “ฝากขาย” ขายฝาก ฝากขาย – ทำนิติกรรม คำสัญญาซื้อฝาก-ขายฝาก ที่กรมที่ดิน – มีคำสัญญากับคนกลางเป็นลายลักษณ์อักษร – โอนกรรมสิทธิ์เมื่อมีการลงลายลักษณ์อักษรต่อเจ้าหน้าที่กรมที่ดินให้กับคนที่รับซื้อฝาก – คนขายยังเป็นเจ้าของเจ้าของ จะโอนกรรมสิทธิ์ต่อเมื่อมีการขายสมบัติพัสถานได้จริงให้กับคนที่รับซื้อ – สามารถไถ่คืนสินทรัพย์คืนได้ในช่วงเวลาระบุ – เปลี่ยนแปลงโอนผู้ครอบครอง ขายขาด – จ่ายดอกตามที่ได้กำหนดข้อตกลง มองเห็นแล้วว่า “ขายฝาก” และก็ “ฝากขาย” นั้นมีเป้าหมายการจัดการที่แตกต่าง

ที่ดินมือเปล่า-คืออะไร-และ-กฏหมายอะไรที่เกี่ยวข้อง

ที่ดินมือเปล่า เป็นอย่างไร “ที่ดิน มือเปล่า” เป็นที่ดินซึ่งไม่มีหนังสือแสดงเจ้าของในที่ดิน อย่างเช่น ไม่มีโฉนด ฯลฯ เจ้าของที่ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นเขามีเพียงแค่สิทธิครอบครอง แต่ว่าถ้าหากจะซื้อที่ดินมือเปล่า จำเป็นต้องตรึกตรองมองที่ข้อบังคับ ซึ่งจะต้องทราบว่ามีข้อตกลงอย่างไรบ้าง ในทางฎหมาย ที่ดินมือเปล่า ก็คืออสังหาริมทรัพย์ประเภทหนึ่ง การโอนที่ดินมือเปล่านั้นก็จะต้องประพฤติตามข้อบังคับก็คือ จะต้องทำเป็นหนังสือแล้วก็ลงบัญชีซึ่งๆหน้าข้าราชการ ไม่อย่างนั้นนับว่าเป็นโมฆะ ฟ้องบังคับคดีกันมิได้ แต่ว่า ศาลฎีกาท่านวิเคราะห์ว่าถึงแม้ว่าจะมิได้ปฏิบัติตามแบบ ก็เลยกลายเป็นโมฆะ แม้กระนั้นการการโอนที่ดินมือเปล่านั้นบริบูรณ์ เพราะว่าการโอนที่ดินมือเปล่าแค่เพียงมอบการมีไว้ในครอบครอง ตามประมวลแพ่งและก็การซื้อขาย มาตรา 1378 ก็ได้แล้ว เพราะเหตุว่าที่วิวาทนั้นเป็นที่ดินมือเปล่า คนขายมีเพียงแค่สิทธิครอบครอง ในเมื่อขายและจากนั้นก็จัดว่าคนขายได้สละเจตนาครองไม่ยึดมั่นที่วิวาทอีกต่อไป ก็เลยบังคับได้ ที่แท้มีประมวลกฎหมาย ที่ดิน มาตรา 4 ทวิ ที่บังคับให้การโอนสิทธิครอบครองในที่ดินมือเปล่านั้น จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือแล้วก็ขึ้นทะเบียนเฉพาะหน้าข้าราชการ แต่ว่าในทางปฏิบัติด้วย ถึงแม้ว่าจะกลายเป็นโมฆะ แต่ว่าการมอบการมีไว้ในครอบครองจะบริบูรณ์หรือเปล่าจะต้องมองโดยชอบด้วยกฎหมายแพ่ง ถ้าที่ดินแปลงนั้นมีใบรับรองวิธีการทำคุณประโยชน์ ก็ควรจะทำเป็นหนังสือแล้วไปขึ้นทะเบียนเฉพาะหน้าข้าราชการ แปลงชื่อในใบรับรอง ก็จะสุขใจกว่า ดังมีตัวกฎหมาย กับศาลฎีกาที่เกี่ยวเนื่องตามแบบนี้ คำวินิจฉัยศาลฎีกาที่ 863/2510 ถึงแม้การซื้อขายแลกเปลี่ยนมิได้ทำเป็นหนังสือรวมทั้งลงบัญชีต่อบุคลากรข้าราชการจะเป็นโมฆะดีแล้ว แม้กระนั้นที่วิวาทเป็นที่ดินมือเปล่า คนขายมีแต่เพียงสิทธิครอบครองเพียงแค่นั้น เมื่อคนขายได้มอบที่ทะเลาะให้คนซื้อตามสัญญาซื้อขายก็ฟังได้ว่าคนขายได้สละเจตนาครองไม่ยึดมั่นที่โต้เถียงถัดไป การมีไว้ในครอบครองของคนขายสิ้นสุดลงแล้ว คนซื้อได้รับโอนการมีไว้ในครอบครอง ย่อมได้ไปซึ่งสิทธิการมีไว้ในครอบครองที่โต้เถียงนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377, 1378 แล้ว คนขายจะมาฟ้องเรียกที่โต้เถียงคืนมิได้… คำวินิจฉัยศาลฎีกาที่ 269/2511 ค้าขายที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน โดยการทำหนังสือคุ้นเคยคนขายได้รับเงินค่าที่ดินครบถ้วนสมบูรณ์ แล้วก็คนขายได้ส่งการมีไว้ในครอบครองให้ผู้บริโภคตั้งแต่วันลงลายลักษณ์อักษรค้าขาย หากแม้คำสัญญามีเนื้อความว่าคนขายจะโอนกรรมสิทธิ์ให้คนซื้อด้านในระบุ 1 เดือน นับจากวันลงนามก็ตามเมื่อคนขายได้สละสิทธิครอบครองให้ผู้บริโภคใช้สิทธิครอบครองมาตรงเวลาเกิน 1 ปี คนซื้อได้สิทธิครอบครองการที่ยังมิได้ไปลงบัญชีการค้าขายจะเป็นโมฆะหรือไม่ก็ไม่ส่งผลให้คนซื้อหมดสิทธิครอง คำตัดสินศาลฎีกาที่ 67/2511 ถึงแม้การค้าขายที่ดินที่ไม่มีหนังสือสำคัญแสดงเจ้าของที่ดินไม่ได้ทำถูกตามแบบนิติกรรมซื้อขายแลกเปลี่ยนอันเป็นโมฆะก็ตาม แต่ว่าเมื่อคนขายสละเจตนาถือครองให้คนซื้อเข้าครอบครองแล้วผู้บริโภคย่อมได้สิทธิครอบครองตั้งแต่คนขายสละการมีไว้ในครอบครองส่วนที่ผู้บริโภคอยากให้คนขายไปโอนทางนิติกรรมอีก ก็เพื่อเป็นหลักฐานมั่นคงแค่นั้นแล้วก็กรณีแบบนี้ไม่เป็นคำสัญญาจะจำหน่าย คำวินิจฉัยศาลฎีกาที่ 2434/2528 การโอนสิทธิครอบครองเพราะมีการจำหน่ายที่ดินที่มีใบรับรองแนวทางการทำคุณประโยชน์แล้วนั้นย่อมทำเป็นโดยบริบูรณ์ ด้วยวิธีการทำเป็นหนังสือและก็ลงทะเบียนต่อบุคลากรข้าราชการตาม ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4ทวิ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ข้อ 2 ซึ่งเป็นการทำตามแบบของข้อบังคับประการ หนึ่งกับทำการโอนโดยเรื่องจริงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377,1378 อีกประการหนึ่งซึ่งไม่ต้องมีแบบการที่โจทก์ขายที่ทะเลาะอันเป็นที่มีน.ส.3ให้เชลยโดยการทำหนังสือสัญญาจำหน่ายคุ้นเคยแล้วก็เชลยได้เข้าครอบครองยึดมั่นที่โต้เถียงภายหลังจากทำซื้อจาก โจทก์แล้วโดยปลูกเรือน ปลูกต้นไม้ แล้วก็สร้างยุ้งเชลยก็เลยได้มาซึ่งสิทธิครอบครองโดยประการข้างหลัง หาจำเป็นต้องประพฤติตามแบบของนิติกรรมไม่ และก็กรณีแบบนี้ไม่เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 115 คำตัดสินศาลฎีกาที่ 286/2537 เชลยซื้อที่วิวาทจากผัวโจทก์รวมทั้งเข้าอยู่เสมอมา ถึงแม้การซื้อขายแลกเปลี่ยนมิได้ทำเป็นหนังสือแล้วก็ลงทะเบียนต่อบุคลากรข้าราชการกลายเป็นโมฆะ แต่ว่าที่โต้เถียงเป็นที่ดินที่มีใบรับรองวิธีการทำคุณประโยชน์ย่อมโอนการมีไว้ในครอบครองให้แก่กันได้โดยสละการมีไว้ในครอบครองรวมทั้งส่งสมบัติพัสถานสิทธิที่ครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1377, 1378 เชลยก็เลยเป็นผู้มีสิทธิถือครองที่โต้เถียง คำวินิจฉัยศาลฎีกาที่ 6597/2542 ที่ดินวิวาทเป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิใบรับรองกระบวนการทำคุณประโยชน์ (น.ส.3กรัม) ผู้มีชื่อในเอกสารสิทธิก็เลยมีเพียงแต่สิทธิครอบครอง ถึงแม้ว่าการค้าขายที่ดินโต้เถียงระหว่างโจทก์กับเชลยที่ 1 จะมิได้ขึ้นทะเบียนต่อบุคลากรข้าราชการ แต่ว่าเมื่อเชลยที่ 1 มอบการมีไว้ในครอบครองแล้วก็โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโต้เถียงแล้ว การค้าขายย่อมบริบูรณ์โดยการส่งการมีไว้ในครอบครองหากลายเป็นโมฆะไม่ โจทก์ย่อมได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินโต้เถียงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1378… คำวินิจฉัยศาลฎีกาที่ 675/2550 การค้าขายที่ดินวิวาทระหว่างโจทก์กับ มัธยม ไม่ได้ลงทะเบียนต่อบุคลากรข้าราชการ กลายเป็นโมฆะตาม เปรียญพ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง แม้กระนั้นช่วงเวลาที่จำหน่ายกันที่ดินวิวาทยังเป็นที่ดินมือเปล่า มัธยม ก็เลยมีเพียงแต่สิทธิครอบครองเพียงแค่นั้น เมื่อ มัธยม ส่งที่ดินทะเลาะและก็โจทก์เข้าครอบครองแล้ว โจทก์ย่อมได้สิทธิครอบครองตามมายี่ห้อ 1377 แล้วก็ 1378 อันเป็นการได้สิทธิครอบครองมาด้วยการครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่เป็นการได้มาตามสัญญาซื้อขาย มัธยม ย่อมไม่มีหน้าที่ในทางนิติกรรมที่จะจำเป็นต้องไปขึ้นทะเบียนโอนที่ดินทะเลาะให้แก่โจทก์ โจทก์ก็เลยไร้อำนาจฟ้องขอให้บังคับเชลยซึ่งเป็นผู้สืบสกุลของ มัธยม ให้ปฏิบัติงานล้มเลิกชื่อ มัธยม ออกมาจากโฉนดที่ดินวิวาท ค้นหาคำวินิจฉัยศาลฎีกา

จะซื้อให้ถูกขายให้ได้กำไรนั้น-ต้องดูอะไรบ้าง

จะซื้อให้ถูกขายให้ได้กำไรนั้น จะต้องมองอะไรบ้าง ขั้นต่ำพวกเราควรจะตีราคาบ้านพื้นฐานก่อน โดยการเปรียบเทียบจากราคาท้องตลาด, ราคาประเมินจากที่ทำการที่ดิน, ราคาประเมินจากแบงค์ และก็จำเป็นต้องเปรียบราคาซื้อขายแลกเปลี่ยนของอสังหาริมทรัพย์ที่มีลักษณะใกล้เคียงทั้งยังขนาดที่ดิน, สถานที่, สิ่งแวดล้อม, หนทาง, ประสิทธิภาพของตัวตึก หรือตัวบ้าน พวกเราอาจจะเคยได้เห็นกันว่ามีบ้านที่ดิน ขึ้นป้ายประกาศขายอยู่เป็นปีๆก็ยังไม่มีลูกค้ามาซื้อ ซึ่งราคาขายมันจะต้องอิงกับข้อเท็จจริง แล้วถ้าหากพวกเราเป็นผู้บริโภคพวกเราก็จะต้องทราบก่อนว่า ซื้อไปเพื่ออะไร ดังเช่น ซื้อเพื่ออยู่เอง ราคาซื้อตามความพึงพอใจ อย่างเช่น – ย้ำความพอใจ, มองทำเลที่ตั้ง(ใกล้สถานที่ทำงาน, ใกล้สถานศึกษา), สไตล์การตกแต่ง ฯลฯ – ครอบครัวมีส่วนร่วมสำหรับเพื่อการตกลงใจ ซื้อให้บุคคลอื่น ดังเช่นว่า ซื้อให้ลูก ต้นเหตุสำหรับเพื่อการตกลงใจก็คงจะคล้ายกับการซื้อให้ตนเอง ซื้อเพื่อการลงทุน เรื่องราคาเป็นปัจจัยหลักที่จะตกลงใจซื้อ ไหมซื้อ แม้พวกเราจะซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อทำเงินสิ่งที่เป็นเหตุสำหรับในการตกลงใจที่ต้องมีในทรัพย์สมบัตินั้นๆเป็น ได้กำไรตั้งแต่ตอนซื้อ จำต้องต่ำลงมากยิ่งกว่าราคาประเมิน เพียงพอเข้าซื้อแล้วสามารถปลดปล่อยขายได้กำไรแน่ๆ หรือ ส่งผลทดแทนขณะครองสินทรัพย์นั้นอยู่ ตัวอย่างเช่น มีผู้เช่าอยู่ ฯลฯ ระเบียบปฏิบัติของคณะกรรมการตั้งราคาประเมินเงินทุน เกี่ยวกับหลักเกณฑ์และก็กรรมวิธีสำหรับการตั้งราคาประเมินเงินทุนของอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมลงบัญชีสิทธิรวมทั้งนิติกรรม พุทธศักราช 2535 รวมทั้ง ฉบับที่ 2 ปรับแก้เสริมเติม พุทธศักราช 2538 อาศัยอำนาจตามความลับมาตรา 105 ห้า ที่ประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งปรับแต่งเพิ่มอีก โดยพ.ร.บ.ปรับแก้เพิ่มเติมอีกประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2534 แล้วก็มาดรา 62 ที่พ.ร.บ.ห้องชุด พุทธศักราช 2522 คณะกรรมการตั้งราคาประเมินเงินทุนก็เลยจัดระเบียบไว้ดังนี้ ข้อ 22. ให้ระบุอัตราค่าเสื่อมของโรงเรือนสิ่งก่อสร้างแต่ละจำพวก ดังต่อไปนี้ (1) โรงเรือนสิ่งก่อสร้างที่เป็นอาคาร ให้หักค่าเสื่อมปีที่ 1 ถึงปีที่ 10 จำนวนร้อยละ 1 ต่อปี ปีที่ 11 ถึงปีที่ 42 ปริมาณร้อยละ 2 ต่อปี แล้วก็ตั้งแต่ ปีที่ 43 เป็นต้นไปให้หักค่าเสื่อมจำนวนร้อยละ 76 ตลอดอายุการใช้แรงงานของ โรงเรือนสิ่งก่อสร้างนั้น (2) โรงเรือนสิ่งก่อสร้างที่เป็นอาคารครึ่งไม้ ให้หักค่าเสื่อมปีที่ 1 ถึงปีที่ 5 ปริมาณร้อยละ 2 ต่อปี ปีที่ 6 ถึงปีที่ 15 ปริมาณร้อยละ 4 ต่อปี ปีที่ 16 ถึงปีที่ 21 จำนวนร้อยละ 5 ต่อปี และก็ตั้งแต่ปีที่ 22 เป็นต้นไป ให้หักค่าเสื่อมปริมาณร้อยละ 85 ตลอดอายุการใช้แรงงานของโรงเรือนสิ่งก่อสร้างนั้น (3) โรงเรือนสิ่งก่อสร้างที่เป็นไม้ให้หักค่าเสื่อมปีที่ 1 ถึงปีที่ 5 ปริมาณร้อยละ 3 ต่อปี ปีที่ 6 ถึงปีที่ 15 ปริมาณร้อยละ 5 ต่อปี ปีที่ 16 ถึงปีที่ 18 จำนวนร้อยละ 7 ต่อปี แล้วก็ตั้งแต่ปีที่ 19 เป็นต้นไป ให้หักค่าเสื่อมปริมาณร้อยละ 93 ตลอดอายุการใช้แรงงานของโรงเรือนสิ่งก่อสร้างนั้น